บรรยากาศภายในเรือนจำกลางคลองเปรมเมื่อวันที่ 4 ธันวาคมเป็นไปอย่างคึกคักและอบอุ่น เมื่อ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องขังในเรือนจำ ร่วมขึ้นเวทีร้องเพลง “ใจสั่งมา” คู่กับศิลปินชื่อดัง เสกสรรค์ ศุขพิมาย หรือ เสก โลโซ ภายใต้กิจกรรม “สร้างพลังบวกหลังกำแพง ด้วยพลังแห่งดนตรี” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเสริมสร้างสภาพจิตใจแก่ผู้ต้องขัง โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 1,000 คน เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจ เนื่องจากเป็นการปรากฏตัวต่อหน้าเวทีครั้งสำคัญของอดีตผู้นำประเทศภายในเรือนจำ

กิจกรรมดนตรีสร้างพลังบวกในเรือนจำคลองเปรม
เรือนจำกลางคลองเปรมจัดโครงการดังกล่าวภายในอาคารอเนกประสงค์ โดยขอความร่วมมือทีมนักดนตรีจากเรือนจำพิเศษมีนบุรี ซึ่งประกอบด้วยผู้ต้องขังที่มีความสามารถด้านดนตรี และถูกฝึกฝนเพื่อทำการแสดงในกิจกรรมเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิตภายในเรือนจำ
นายวัฒน์ชัย มิ่งบรรเจิดสุข ผู้บัญชาการเรือนจำกลางคลองเปรม เปิดเผยว่าโครงการนี้มุ่งหวังปรับสภาพจิตใจผู้ต้องขังให้ผ่อนคลาย ลดความเครียด และเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่ ซึ่งเรือนจำเตรียมจัดกิจกรรมกีฬา “คลองเปรมเกมส์” เพิ่มเติม เพื่อสนับสนุนทั้งสุขภาพกายและใจ
บรรยากาศในกิจกรรมเต็มไปด้วยความสนุกสนาน ผู้ต้องขังบางส่วนลุกขึ้นเต้น ส่งเสียงเชียร์อย่างคึกคัก ถือเป็นอีกมิติหนึ่งของชีวิตภายในเรือนจำที่ไม่ได้เห็นบ่อยนัก และมีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างผู้ต้องขังด้วยกัน
ทักษิณขึ้นเวที ร่วมร้องเพลงกับเสก โลโซ จุดสนใจภายในงาน
หนึ่งในช่วงที่ได้รับการจับตามากที่สุด คือการที่ ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นร่วมร้องเพลงกับ เสก โลโซ โดยเลือกบทเพลงดัง “ใจสั่งมา” ซึ่งเป็นเพลงที่คุ้นหูสาธารณชนและมีพลังทางอารมณ์สูง ทำให้บรรยากาศภายในงานยิ่งเข้มข้นขึ้น
การที่อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งยังอยู่ระหว่างการรับโทษ ทำกิจกรรมร่วมกับผู้ต้องขังจำนวนมาก นอกจากจะสร้างสีสันแล้ว ยังสะท้อนบริบททางสังคมและการเมืองที่หลายฝ่ายสนใจ เพราะถือเป็นการปรากฏตัวต่อหน้าสาธารณะครั้งสำคัญในพื้นที่จำกัด และอาจถูกจับตาในแง่การปฏิบัติในเรือนจำเทียบกับผู้ต้องขังทั่วไป
ผู้ร่วมกิจกรรมกว่า 1,000 คนรายงานว่าเหตุการณ์เป็นไปด้วยความอบอุ่น ได้รับเสียงหัวเราะและเสียงดนตรีคลอไปตลอดกิจกรรม ทำให้หลายคนผ่อนคลายจากความตึงเครียดภายในชีวิตประจำวันของเรือนจำ
บทบาทของกิจกรรมสร้างสภาพจิตใจ และความหมายทางสังคม
แม้กิจกรรมดนตรีในเรือนจำจะถูกจัดเป็นประจำ แต่การมีศิลปินระดับประเทศและบุคคลสำคัญร่วมเวที ทำให้โครงการครั้งนี้ได้รับการพูดถึงอย่างกว้างขวาง นอกจากการบำบัดสภาพจิตใจผู้ต้องขังแล้ว ยังสะท้อนนโยบายฟื้นฟูคุณภาพชีวิตของกรมราชทัณฑ์ที่พยายามผลักดันมาต่อเนื่อง
ในเชิงสังคม กิจกรรมลักษณะนี้ช่วยลดภาวะกดดันทางอารมณ์ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญภายในเรือนจำ อีกทั้งช่วยเสริมทักษะการปรับตัวและความร่วมมือในหมู่ผู้ต้องขัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาก่อนกลับสู่สังคม


