ระบอบ“หนู-เน” เริ่มการใช้อำนาจที่ไร้ขีดจำกัด
แสดงอิทธิฤทธิ์อิทธิเดช กันแบบเย้ยฟ้าท้าดิน ล่าสุดปล่อยออกมา 2 ดอกพร้อมๆ กัน
คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ของ กกต. ใช้มติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ชี้ว่ากลุ่มผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 คน ในคดีฮั้วเลือกสว. ไม่มีความผิด
ความเห็นของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 36 ของ กกต. ที่สวนทางโดยสิ้นเชิงกับ คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ของ กกต. ที่เคยมีความเห็น ให้ดำเนินคดีกับทั้ง 229 ราย
ฤา แค่เปลี่ยนขั้วอำนาจ ความยุติธรรมก็เปลี่ยน
อีกคดี ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องกล่าวหา ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรมว.คมนาคม และอดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจ น้องชาย เนวิน ชิดชอบ ผู้กุมกลไกอำนาจขั้วน้ำเงิน ตัวจริงเสียงจริง กรณีจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จในการถือครองหุ้นแทนห้างหุ้นส่วนบุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำกัด ตามคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
เลขาธิการป.ป.ช. ยอมสารภาพว่า ที่ประชุมป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติยกคำร้องไปตั้งแต่เดือนก.ย.2568 แล้ว
เข้าข่ายเป็นการล้มล้างอำนาจศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มีบทบัญญัติไว้ ให้คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีผลผูกพันกับทุกองค์กร หรือไม่
แล้ว ป.ป.ช. ไปกินดีหมีหัวใจเสือมาจากไหน ถึงได้กล้าบิดพริ้วคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ แม้จะเป็นฐานานุโทษคนละส่วนกัน แต่ต้องดูที่หัวใจหลักคือ คำวินิจฉัยที่ชี้ชัด “จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน อันเป็นเท็จ”
คดีฮั้วเลือกสว. จนได้ สว.สีน้ำเงิน เข้าสู่สภาสูงมากกว่า 80% ของจำนวนสว.ทั้งหมด คือต้นธารแห่งความบิดเบี้ยวของกระบวนการใช้อำนาจ ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
เพราะ สว. เป็นต้นทางของกระบวนการจัดสรรคนเข้าสู่องค์กรอิสระ ไม่ว่าจะเป็น ศาลรัฐธรรมนูญ, กกต., ป.ป.ช., ผู้ตรวจการแผ่นดิน, คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน(คตง.), กสม.
ณ วันนี้ สว.สีน้ำเงิน ให้ความเห็นชอบบุคคล เข้าสู่องค์กรอิสระเหล่านี้ เกิน 50% ของแต่ละองค์กรแล้ว เท่ากับว่าสร้างฐานอำนาจในองค์กรอิสระได้เกินครึ่ง และจะยังทยอยให้ความเห็นชอบตามมา
ตามแผนควบคุมองค์กรอิสระไว้ในอุ้งมือ
ฉายาวุฒิสภา “รังของหนู” ไม่ใช่ได้มาเพราะโชคช่วยแน่
ไทยแลนด์โอนลี่.. กลุ่มคนที่เคยออกมาต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” มาวันนี้กับ “ระบอบหนู-เน” กลับเงียบกันเป็นเป่าสาก เหมือนไม่เคยมีตัวตนมาก่อน
ทั้งๆ ที่เห็นกันอยู่ว่าความเลวร้ายไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน หนำซ้ำยังจะเพิ่มดีกรีความเลวร้ายที่มากกว่า
ก็อย่างที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกกต. ออกมาตั้งคำถามถึงความผิดปกติของการตั้ง อนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 ว่า มีอะไรผิดปกติหรือไม่
เพราะสมัยมี กกต. 5 คน มีอนุวินิจฉัยฯ 25 ชุด ๆ ละ 5 คน กกต. แต่ละคนเสนอคนของตัวเองเข้าเป็นตัวแทน และพอมี กกต. 7 คน มีอนุวินิจฉัยฯ 35 ชุด ๆ ละ 7 คน โดย กกต. แต่ละคนเสนอคนของตัวเองเข้าไปเป็นตัวแทน พอมีคดีเลือกตั้ง คณะอนุวินิจฉัยฯ จะทำหน้าที่เหมือนองค์กรกลั่นกรองเรื่อง ก่อนส่งความเห็นผ่านรองเลขาฯ และเลขาฯ สู่ที่ประชุมใหญ่ กกต. เรื่องที่จะส่งเข้าอนุฯ เป็นการเรียงตามลำดับของอนุฯแบบสุ่ม ไม่สามารถล็อกว่า เรื่องนี้ต้องเข้าชุดนั้นชุดนี้ได้
เป็นกลไกป้องกันการวิ่งเต้น หรือส่งคนเข้าไปจัดการคดีตามที่ กกต. บางคนต้องการ
แต่พอมีคดีฮั้วสว. การตั้งอนุวินิจฉัยฯ ชุดที่ 36 เพื่อมาจัดการเรื่องเป็นการเฉพาะเจาะจง จึงเป็นเรื่องที่ดูผิดปกติ และปัจจุบันเป็นเรื่องที่มีการร้องมาตรา 157 ต่อ กกต. ชุดเก่ายกชุด เรื่องอยู่ในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบแล้ว นัดฟังคำสั่งในขั้นตรวจฟ้อง 22 เม.ย.2569
วันนี้จึงมี 2 ทางเลือก คือ 1. รอหลัง 22 เม.ย. แล้วค่อยเอาเข้าที่ประชุม หรือ 2.รีบประชุม รีบตัดจบ รีบประกาศความบริสุทธิ์ ให้แก่คนที่เกี่ยวข้องคดีฮั้วสว. ซึ่งทางเลือกแรกน่าจะดูรอบคอบมากกว่า
ความผิดเพี้ยนบิดเบี้ยว ในกระบวนการใช้อำนาจแบบถึงขีดสุดนี้ ถึงเวลาที่จะต้องไล่รื้อรัฐธรรมนูญ 2560 กันแบบจริงจัง
โดยเฉพาะในหมวดการตรวจสอบการใช้อำนาจขององค์กรต่างๆ ทั้งในฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฝ่ายตุลาการ
เพราะถ้า “เมืองใดไร้ธรรมอำไพ เมืองนั้นบรรลัยแน่นอน”

