“ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา ภายหลังได้รับโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งว่า เตรียมนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาแก้ปัญหาวิกฤตพลังงานและฝุ่น PM 2.5 ควบคู่กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน โดยยืนยันการทำงานจะยึดกลไกสภาเป็นหลัก พร้อมเชื่อมั่นว่าไม่มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างพรรคการเมือง และสามารถขับเคลื่อนนโยบายได้อย่างต่อเนื่องในช่วงเริ่มต้นรัฐบาล
ดันนวัตกรรมพลังงานทดแทน ลดพึ่งพาน้ำมัน
นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.อว. กล่าวถึงแนวทางการทำงานว่า กระทรวงจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานทดแทน เช่น ไบโอดีเซล และพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อเป็นทางเลือกทดแทนการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง
แนวคิดดังกล่าวรวมถึงการพัฒนาเครื่องจักรและระบบเครื่องยนต์ที่สามารถใช้พลังงานสะอาดได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญที่กระทรวงตั้งเป้าผลักดันอย่างเป็นรูปธรรม
เร่งแก้ฝุ่น PM 2.5 ใช้ข้อมูลดาวเทียม-วิจัยหนุน
ในประเด็นปัญหา ฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบอย่างหนักในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะภาคเหนือ นายยศชนันระบุว่า ภาครัฐและสถาบันการศึกษามีการเตรียมความพร้อมในการรับมือ ทั้งการใช้ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อติดตามสถานการณ์ไฟป่า และการวิจัยเพื่อพัฒนาแนวทางลดมลพิษ
นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ยังมีบทบาทในการสนับสนุนอุปกรณ์ป้องกัน เช่น หน้ากากอนามัย และให้ความรู้ประชาชนเกี่ยวกับการป้องกันตนเองจากมลพิษทางอากาศ ซึ่งถือเป็นการบูรณาการองค์ความรู้สู่การแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจริง
วางแผนเร่งด่วน 1 เดือน สู่ยุทธศาสตร์ระยะยาว
รองนายกรัฐมนตรีระบุว่า ในช่วง 1 เดือนแรกของการเข้ารับตำแหน่ง จะเร่งดำเนินมาตรการที่จำเป็นเร่งด่วน พร้อมวางกรอบนโยบายระยะกลาง 6 เดือนถึง 1 ปี และระยะยาว 2-4 ปี เพื่อให้ประชาชนเห็นทิศทางการพัฒนาที่ชัดเจน
นโยบายดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การดูแลกลุ่มเปราะบาง เด็ก ผู้สูงอายุ ไปจนถึงการพัฒนาการศึกษา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี โดยเน้นการเตรียมความพร้อมของทรัพยากรมนุษย์ให้สามารถแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ย้ำทำงานร่วมทุกพรรค เดินหน้าตามกลไกสภาฯ
ในประเด็นความร่วมมือทางการเมือง นายยศชนันยืนยันว่า การทำงานของรัฐบาลจะยึดกลไกของรัฐสภาเป็นหลัก และจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย โดยไม่ควรมี “ช่องว่างระหว่างพรรค” มาขัดขวางการแก้ปัญหาของประชาชน
เขาระบุเพิ่มเติมว่า การบริหารประเทศในสถานการณ์ปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความผันผวนทางเศรษฐกิจ จึงต้องอาศัยการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานและพรรคการเมือง
ชู 2 นโยบายหลัก ลดเหลื่อมล้ำ-สร้างโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับนโยบายสำคัญที่จะผลักดันผ่านกระทรวง อว. มี 2 ด้านหลัก ได้แก่ การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจ ผ่านการปรับโครงสร้างการศึกษาและแรงงานให้สอดคล้องกับบริบทโลก
อีกด้านคือการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานระยะยาว เพื่อเสริมศักยภาพประเทศในอนาคต โดยย้ำว่าการดำเนินนโยบายจำเป็นต้องประสานงานกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกระทรวงการคลัง เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณมีประสิทธิภาพและตอบโจทย์การพัฒนาอย่างยั่งยืน


