คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 เห็นชอบให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อดำเนินคดีกับอดีต สส.พรรคก้าวไกล 44 ราย จากกรณีเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยระบุว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่งผลให้สถานการณ์การเมืองร้อนแรงขึ้นทันที โดยเฉพาะ 10 สส.พรรคประชาชน (ปชน.) ที่มีชื่ออยู่ในกลุ่มดังกล่าว ซึ่งอาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากศาลฎีกามีคำสั่งรับฟ้องตามขั้นตอนกฎหมาย
ป.ป.ช.เดินหน้ายื่นศาลฎีกา ปมจริยธรรมร้ายแรง
นายสุรพงษ์ อินทรถถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดเตรียมเอกสารคำร้องจำนวน 56 ชุด เพื่อยื่นต่อศาลฎีกาโดยเร็วที่สุด หลังที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ชุดใหญ่มีมติเห็นชอบร่างคำร้องเรียบร้อยแล้ว
คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับการเสนอแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่ง ป.ป.ช. เห็นว่าอาจเข้าข่ายละเมิดมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอย่างร้ายแรง โดยขั้นตอนต่อไปจะเป็นการพิจารณาของศาลฎีกาว่าจะรับคำร้องไว้พิจารณาหรือไม่
10 สส.พรรคประชาชน เสี่ยงหยุดปฏิบัติหน้าที่
ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ 10 สส.ของ พรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งเป็นอดีตสมาชิกพรรคก้าวไกลที่มีรายชื่ออยู่ในคำร้อง อาทิ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล และ นายรังสิมันต์ โรม
ตามแนวทางคำวินิจฉัยเดิม หากศาลฎีกามีคำสั่งรับฟ้องและไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น สส.ที่ถูกกล่าวหาจะต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที แม้จะดำรงตำแหน่งในสมัยสภาปัจจุบัน ซึ่งอาจส่งผลต่อสมดุลทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร
ชี้ชะตาทางการเมือง ขึ้นอยู่กับคำสั่งศาลฎีกา
แหล่งข่าวจาก ป.ป.ช. ระบุว่า ในคำร้องจะมีการเสนอให้ศาลพิจารณาสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ควบคู่ไปด้วย เพื่อให้สอดคล้องกับมาตรฐานจริยธรรมที่เข้มงวดของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ทั้งนี้ กระบวนการพิจารณาของศาลฎีกาจะเป็นตัวชี้ขาดสำคัญว่า คดีดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อสถานะของ สส.กลุ่มนี้มากน้อยเพียงใด โดยเฉพาะในช่วงที่การเมืองไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านและมีความเปราะบางด้านเสียงสนับสนุนในสภา
คดี ม.112 จุดเปลี่ยนการเมือง-กระทบเสถียรภาพสภา
กรณีการเสนอแก้ไข มาตรา 112 ถือเป็นประเด็นอ่อนไหวในสังคมไทย และเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของพรรคก้าวไกลในช่วงที่ผ่านมา การดำเนินคดีครั้งนี้จึงถูกจับตาว่าอาจกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางการเมือง
นักวิเคราะห์มองว่า หากมีการสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ของ สส. จำนวนหนึ่ง อาจกระทบต่อสมดุลเสียงในสภา และการผลักดันนโยบายของฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง ซึ่งต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดในระยะต่อไป

