ประเด็นการโปรโมตขายทุเรียนราคาลูกละ 100 บาท กลายเป็นข้อถกเถียงทางการเมือง เมื่อ นายไผ่ ลิกค์ ส.ส.กำแพงเพชร และเลขาธิการพรรคกล้าธรรม ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ร่วมมือกับอินฟลูเอนเซอร์ในการกระตุ้นยอดขายสินค้าเกษตร โดยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและความถูกต้องของข้อมูล พร้อมเตือนว่าอาจกระทบกลไกราคาและซ้ำเติมความเดือดร้อนของเกษตรกร
ซัดขายทุเรียน 100 บาท เข้าข่ายข้อมูลเกินจริง
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 หลัง นายไผ่ ลิกค์ โพสต์แสดงความคิดเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ตั้งข้อสงสัยว่าการนำเสนอราคาทุเรียนลูกละ 100 บาท เป็นข้อเท็จจริงหรือไม่ และอาจเข้าข่ายการสื่อสารที่เกินจริง
เจ้าตัวยังระบุว่า แม้ยังไม่มีการขายจริง แต่การเผยแพร่ข้อมูลลักษณะนี้อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดในสาธารณะ และอาจเกี่ยวข้องกับการนำข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งเป็นประเด็นที่ควรระมัดระวังในเชิงกฎหมายและความน่าเชื่อถือของภาครัฐ
ชี้ต้นทุนทุเรียนสูง 130-150 บาทต่อกิโล
ในมุมมองด้านเศรษฐกิจเกษตร นายไผ่ ลิกค์ ระบุว่า ราคาที่เกษตรกรต้องการเพื่อให้คุ้มทุนควรอยู่ที่ประมาณ 130-150 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งสูงกว่าราคาที่ถูกนำมาโปรโมตอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ ยังชี้ให้เห็นว่าปัญหาผลผลิตล้นตลาดในปีนี้เกิดจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ทุเรียนจากภาคตะวันออกและภาคใต้มีผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกัน ส่งผลให้ราคาตกต่ำและเพิ่มแรงกดดันต่อรายได้ของชาวสวน
เตือนรัฐอย่าพึ่งอินฟลูเอนเซอร์เกินไป
ประเด็นสำคัญอีกด้านคือการใช้ “อินฟลูเอนเซอร์” เป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจ โดย นายไผ่ ลิกค์ มองว่า แม้แนวคิดดังกล่าวมีข้อดีในเชิงการตลาด แต่รัฐบาลไม่ควรพึ่งพาช่องทางนี้เพียงอย่างเดียว
เขาเสนอว่า รัฐควรมีมาตรการเชิงระบบในการบริหารจัดการสินค้าเกษตร เช่น การวางแผนตลาดล่วงหน้า หรือการสร้างแพลตฟอร์มของคนไทยเอง เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองและลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติในระยะยาว
หวั่นสร้างราคาหลอกตลาด กระทบพืชเกษตรอื่น
การโปรโมตราคาที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง อาจส่งผลให้เกิด “ราคาหลอกตลาด” ซึ่งไม่เพียงกระทบทุเรียน แต่ยังอาจลุกลามไปยังพืชเศรษฐกิจอื่น เช่น อ้อย ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง
ข้อกังวลดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นที่ภาครัฐต้องรักษาสมดุลระหว่างการกระตุ้นยอดขายกับการคุ้มครองกลไกราคา เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบเชิงลบต่อทั้งระบบการเกษตร
จี้แก้ปัญหาเกษตรเชิงโครงสร้าง ลดต้นทุน-เพิ่มแข่งขัน
ท้ายที่สุด นายไผ่ ลิกค์ เรียกร้องให้รัฐบาลหันมาแก้ปัญหาเกษตรกรในเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะการลดต้นทุนการผลิต เช่น ราคาปุ๋ย ซึ่งถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก
เขาย้ำว่า สิ่งที่เกษตรกรต้องการไม่ใช่เพียงการระบายสินค้าในระยะสั้น แต่คือระบบสนับสนุนที่ยั่งยืน ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดภาพผลผลิตถูกทิ้งและสร้างเสถียรภาพให้ภาคการเกษตรในระยะยาว


