การเดินหน้าของรัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ กำลังกลายเป็นหนึ่งในประเด็นการเมืองที่ถูกจับตาสูงสุดในขณะนี้ เพราะไม่ใช่เพียงคำถามเรื่องความจำเป็นด้านเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังรวมถึงวิธีการที่รัฐบาลเลือกใช้ “พ.ร.ก.” แทนการผลักดันผ่านร่างพระราชบัญญัติในสภา ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องอำนาจฝ่ายบริหาร การตรวจสอบของรัฐสภา และผลกระทบทางการคลังในระยะยาว โดยรัฐบาลเตรียมนำ พ.ร.ก. ฉบับดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569
มาตรา 172 กับเหตุผล “จำเป็นเร่งด่วน” ที่รัฐบาลหยิบใช้
การออกพระราชกำหนด หรือ พ.ร.ก. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 สามารถดำเนินการได้เฉพาะในกรณีที่มี “ความจำเป็นเร่งด่วน” เกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ หรือเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่รัฐบาลต้องอธิบายต่อสังคมและรัฐสภา
ในทางการเมือง หลายฝ่ายมองว่าเดิมทีรัฐบาลอาจเผชิญข้อจำกัดในการอธิบายความจำเป็นของการกู้เงินขนาดใหญ่ แต่เมื่อสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางเริ่มส่งผลต่อเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และภาวะการค้า รัฐบาลจึงใช้ปัจจัยภายนอกดังกล่าวเป็นเหตุผลสนับสนุนการใช้อำนาจพิเศษผ่าน พ.ร.ก.
แม้ฝ่ายสนับสนุนจะมองว่าการดำเนินการลักษณะนี้เป็นการรับมือเชิงรุกเพื่อป้องกันเศรษฐกิจชะลอตัว แต่ฝ่ายวิจารณ์กลับตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลอาจมีเป้าหมายหลักในการเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอยู่ก่อนแล้ว และใช้สถานการณ์โลกเป็น “เงื่อนไขทางกฎหมาย” เพื่อเปิดทางให้กระบวนการเกิดขึ้นได้รวดเร็วขึ้น
“Bridge Financing” ทางออกแก้สุญญากาศงบประมาณปี 2569
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องเร่งออก พ.ร.ก. คือปัญหาช่องว่างด้านสภาพคล่องของภาครัฐในช่วงรอยต่อระหว่างปีงบประมาณ 2569 กับ 2570 ซึ่งทำให้รัฐบาลมีข้อจำกัดในการเบิกจ่ายงบประมาณสำหรับโครงการขนาดใหญ่
ข้อมูลด้านการคลังระบุว่า งบกลางปี 2569 เหลือวงเงินเพียงประมาณ 20,000 ล้านบาท จากกรอบเดิมราว 99,000 ล้านบาท ขณะที่ความพยายามเรียกคืนงบประมาณจากหน่วยงานที่เบิกจ่ายไม่ทัน คาดว่าจะได้กลับคืนมาไม่เกิน 50,000 ล้านบาทเท่านั้น
ในเวลาเดียวกัน โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ของรัฐบาลอย่าง “ไทยพลัส” ต้องใช้งบประมาณสูงถึง 120,000 ล้านบาท ส่งผลให้รัฐบาลจำเป็นต้องหาแหล่งเงินใหม่เข้ามารองรับโดยเร็ว เนื่องจากงบประมาณปี 2570 จะเริ่มใช้ได้เร็วที่สุดในเดือนตุลาคม 2569
ด้วยเหตุนี้ พ.ร.ก.กู้เงินจึงถูกมองว่าเป็นรูปแบบ “Bridge Financing” หรือสะพานทางการเงินชั่วคราว ที่ช่วยให้รัฐบาลสามารถเข้าถึงเม็ดเงินได้ทันที โดยไม่ต้องรอขั้นตอนงบประมาณประจำปี ซึ่งเป็นแนวทางที่หลายประเทศใช้ในช่วงภาวะวิกฤตหรือเศรษฐกิจชะลอตัว
ใช้ พ.ร.ก. แทน พ.ร.บ. ลดขั้นตอน-ลดแรงต้านทางการเมือง
ความแตกต่างสำคัญระหว่างการออกพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กับพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) อยู่ที่กระบวนการตรวจสอบของรัฐสภา ซึ่งกลายเป็นหัวใจของข้อถกเถียงทางการเมืองในครั้งนี้
หากรัฐบาลเลือกเสนอเป็นร่าง พ.ร.บ. จะต้องผ่านกระบวนการพิจารณาของกรรมาธิการวิสามัญ รวมถึงการอภิปรายวาระ 2 และ 3 ซึ่งเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาเสนอแก้ไขรายละเอียด ลดวงเงิน หรือกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมได้
แต่การใช้ พ.ร.ก. ทำให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีอำนาจเพียง “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ทั้งฉบับเท่านั้น ไม่สามารถแก้ไขเนื้อหาได้แม้แต่ส่วนเดียว ส่งผลให้รัฐบาลสามารถควบคุมทิศทางการใช้งบประมาณได้อย่างเต็มรูปแบบ
นักวิเคราะห์การเมืองบางส่วนมองว่า วิธีการดังกล่าวสะท้อนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในการ “ตัดสิ่งรุงรัง” และลดพื้นที่ให้ฝ่ายค้านใช้โจมตีรายละเอียดของโครงการในชั้นกรรมาธิการ ขณะเดียวกันยังช่วยให้การเบิกจ่ายงบประมาณเป็นไปตามกรอบเวลาที่ฝ่ายบริหารกำหนดไว้
ศึกสภา 14 พฤษภาคม บททดสอบเสถียรภาพรัฐบาล
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 พฤษภาคม 2569 จะถือเป็นจุดชี้วัดสำคัญของรัฐบาลอนุทิน ทั้งในมิติของเสถียรภาพทางการเมืองและความสามารถในการควบคุมเสียงข้างมากในสภา
แม้ฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายโจมตีว่าการออก พ.ร.ก. ครั้งนี้อาจไม่เข้าเงื่อนไข “ความจำเป็นเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญ และตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการใช้เงินกู้ แต่ในเชิงกลไกรัฐสภา หากรัฐบาลยังรักษาเสียงสนับสนุนไว้ได้ การผ่านความเห็นชอบก็มีแนวโน้มสูง
ขณะเดียวกัน นักเศรษฐศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการคลังบางส่วนเริ่มจับตาว่า การกู้เงินเพิ่มเติมจำนวนมากในระยะเวลาสั้น อาจส่งผลต่อระดับหนี้สาธารณะและภาระงบประมาณในอนาคต โดยเฉพาะหากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจไม่สามารถสร้างรายได้หรือการเติบโตทางเศรษฐกิจได้ตามเป้าหมายที่รัฐบาลวางไว้
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัฐบาลยังยืนยันว่า การเร่งอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในช่วงเวลานี้ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาการจ้างงาน กระตุ้นการบริโภค และประคองความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก


