คอลัมน์ : ร่วมด้วยช่วยคิด
ผู้เขียน : รศ.ดร.ยงยุทธ แฉล้มวงษ์, อลงกรณ์ ฉลาดสุข, ดร.นครินทร์ อมเรศ
งบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนา (R&D) มีความสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยช่วยสร้างนวัตกรรมและเทคโนโลยีที่เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งเสริมความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และสร้างงานในสาขาต่าง ๆ ซึ่งส่งผลให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (GDP) เติบโตในระยะยาว
ประเทศชั้นนำของโลกที่มีงบประมาณด้าน R&D ต่อ GDP สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก อาทิ อิสราเอล 5.6% โดยใช้ R&D พลิกฟื้นจากข้อจำกัดของภูมิประเทศที่เป็นทะเลทรายแห้งแล้งให้กลับกลายเป็นพื้นที่เกษตรทันสมัยได้ เกาหลีใต้ 4.9% โดยเป็นการลงทุนจากเอกชนสูงถึง 78% รัฐบาล 11% และมหาวิทยาลัย 9% จนยกระดับประเทศสู่การเป็นประเทศพัฒนาแล้วได้สำเร็จ ตามมาด้วย สหรัฐอเมริกา 3.5% ที่มี Alphabet เจ้าของ Google และ Gemini มีเม็ดเงินการลงทุนด้าน R&D สูงเป็นอันดับที่สองของโลก
และ Microsoft เจ้าของ Windows และมีบริษัทลูก คือ OpenAI เจ้าของ ChatGPT ก็มีเม็ดเงินการลงทุนด้าน R&D สูงเป็นอันดับห้าของโลก เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของโลกที่ 2.7% แล้ว ไทยมีงบประมาณด้าน R&D อยู่ที่ประมาณ 1.2% ของ GDP ในปี 2564 จึงนับว่าพัฒนาการด้าน R&D ของประเทศ ยังไม่สามารถนำพาประเทศไทยให้พ้นกับดักรายได้ปานกลาง (Middle-Income Trap) ได้
นอกจากเม็ดเงินในการลงทุนด้าน R&D แล้ว คุณภาพของนักวิจัยเองก็เป็นปัจจัยสำคัญทั้งในด้านโอกาสที่จะสร้างมูลค่าให้กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือในด้านความท้าทายที่การขาดแคลนนักวิจัยในด้านที่จำเป็นจะกลายเป็นข้อจำกัดไม่ให้เศรษฐกิจเติบโตได้เต็มที่ตามศักยภาพ ตลอดจนยังมีข้อกังวลถึงคุณภาพของนักวิจัยอีกด้วย
โครงการการศึกษาความต้องการบุคลากรวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ภายใต้การสนับสนุนของกลุ่มภารกิจนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ให้ได้เข้าถึงฐานข้อมูลบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมในระบบสารสนเทศวิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (NRIIS) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลนักวิจัยที่ได้รับงบฯ R&D จากภาครัฐบางส่วน ในช่วงปี พ.ศ. 2563-2566
โดยหากตัดชื่อจำนวนนักวิจัยที่ซ้ำกันออก พบว่าปี พ.ศ. 2564 มีจำนวนนักวิจัยสะสมทั้งสิ้น 9,239 คน เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2563 จำนวน 5,088 คน โดยแบ่งเป็น เพศชาย 53.7% และเพศหญิง 46.3% นักวิจัยส่วนใหญ่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก คิดเป็น 43.24% รองลงมาคือระดับปริญญาโทและปริญญาตรี คิดเป็น 29.41% และ 27.21% ตามลำดับ
ในส่วนของสาขาวิชาที่นักวิจัยเหล่านี้สำเร็จการศึกษา สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีสัดส่วนสูงสุด คิดเป็น 36% รองลงมา คือ สาขาวิศวกรรมศาสตร์ และสาขาการแพทย์และสุขภาพ คิดเป็น 13.43% และ 11.34% ตามลำดับ
การกระจายตัวของนักวิจัยตามสถานที่ตั้งของที่ทำงาน 80% กระจุกตัวใน 10 จังหวัด เช่น กรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ปทุมธานี นครปฐม นนทบุรี
ผลวิเคราะห์เบื้องต้นพบการกระจุกตัวของนักวิจัยในกลุ่มดังกล่าว ซึ่งสอดคล้องกับต้นสังกัดของบุคลากรการวิจัยที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในมหาวิทยาลัยในเมืองใหญ่ ๆ ของประเทศ ซึ่งจำนวนนักวิจัยดังกล่าวเป็นกลุ่มที่ได้รับทุนวิจัยตรงจากภาครัฐ อันเป็นการดำเนินการภายใต้แผนยุทธศาสตร์การวิจัย การจัดเก็บข้อมูลเพื่อติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ
ตลอดจน มีการเชื่อมโยงเข้ากับแผนการบริหารจัดการของประเทศ ซึ่งเป็นเพียงส่วนน้อยเทียบกับจำนวนนักวิจัยทั้งหมดของไทยที่เกือบ 1.7 แสนคน หรือคิดเป็นประมาณ 25 คนต่อประชากร 10,000 คนในปี 2562 ยังต่ำกว่าเป้าหมายของประเทศที่ต้องการให้มี 40 คนต่อประชากร 10,000 คนในปี 2570
สถานการณ์บุคลากร R&D นำมาสู่คำถามที่ว่าเรากำลังเดินมาถูกทิศถูกทางหรือไม่ แล้วระบบให้ทุนวิจัยในปัจจุบันมีความเหมาะสมและตอบโจทย์มากน้อยเพียงใด ตลอดจน การสร้างระบบนิเวศด้านการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศที่นับเป็นหัวใจในการวางรากฐานมีความสมบูรณ์แบบแล้วหรือไม่อย่างไร ซึ่งการตอบคำถามเหล่านี้จะมีความยากยิ่งขึ้นในระยะต่อไป เมื่อการกำหนดแผนพัฒนาของหน่วยงานภาครัฐจะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากการจัดเก็บรายได้ที่ลดลงและภาระหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง การทุ่มงบประมาณจำนวนมากเพื่อพัฒนาด้านการวิจัยและนวัตกรรมที่ต้องดำเนินการสั่งสมอย่างต่อเนื่องจึงไม่อาจกระทำได้อย่างราบรื่น
ดังนั้น หน่วยงานให้ทุนต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้ทุนวิจัยไปเป็นผู้กำหนดวัตถุประสงค์ของงานวิจัย และเปิดให้นักวิจัยทำหน้าที่ค้นหาวิธีการเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ดังกล่าว
โดยหน่วยงานให้ทุนจะมีหน้าที่สนับสนุนนักวิจัยในด้านต่าง ๆ นอกเหนือจากการให้ค่าตอบแทนเพียงอย่างเดียว เช่น การจัดหาห้องทดลองและอุปกรณ์ การเชื่อมโยงเครือข่ายทีมงานลงพื้นที่สำรวจ ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่ทันสมัย เป็นต้น โดยในช่วงเริ่มต้น อาจดำเนินการเป็นกรณีศึกษาเพื่อประเมินผลกระทบก่อนนำมาปรับใช้ในระบบการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทย
การสร้างผลกระทบจากงานวิจัยให้เกิดขึ้นจริงต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหน่วยงานผู้ให้ทุนและนักวิจัย โดยเฉพาะในด้านการนำผลลัพธ์จากงานวิจัยไปทดลองใช้ในพื้นที่จริงในบางโครงการ โดยอาจไม่จำเป็นต้องรอให้โครงการวิจัยเสร็จสิ้นก่อน แต่ควรผนวกให้ดำเนินการเคียงคู่กัน เพื่อป้องกันไม่ให้ผลลัพธ์ล้าสมัยไม่เท่าทันสภาพเศรษฐกิจและสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
ในที่สุดแล้ว ตัวชี้วัดความสำเร็จของการวิจัยและนวัตกรรมของประเทศไม่ใช่เพียงแค่คุณภาพของบุคลากรด้านการวิจัยและนวัตกรรมเท่านั้น แต่ครอบคลุมการนำผลลัพธ์จากการวิจัยและนวัตกรรมมาใช้ประโยชน์ในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันตามเป้าหมายที่ประเทศไทยต้องการ
บทความนี้เป็นข้อคิดเห็นส่วนบุคคล ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับข้อคิดเห็นของหน่วยงานที่ผู้เขียนสังกัด
อ่านข่าวต้นฉบับ: พลิกโฉมการวิจัยไทย ความท้าทายและโอกาสพัฒนาประเทศ