หลังการระบาดของโควิด-19 บางเบาลง เศรษฐกิจอินโดนีเซียก็ฟื้นตัวก่อนประเทศอื่นในอาเซียน และเติบโตดีแทบทุกไตรมาส จึงเป็นข้อมูลที่น่าสนใจและน่าแปลกใจเมื่ออินโดนีเซียเผยว่า ประชากร “ชนชั้นกลาง” ของอินโดนีเซียในปีนี้ลดลงจากปี 2019 หรือก่อนโควิด เกือบ 10 ล้านคน
ตามที่สำนักงานสถิติกลางของอินโดนีเซีย (BPS) เปิดเผยข้อมูลเมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2024 สัดส่วนประชากร “ชนชั้นกลาง” ของอินโดนีเซียลดลงจาก 21.4% ของประชากร 267 ล้านคนในปี 2019 เหลือ 17.1% ของประชากร 289 ล้านคนในปี 2024 และในแง่จำนวน ลดลง 9.5 ล้านคน จาก 57.33 ล้านคนในปี 2019 เหลือ 47.85 ล้านคนในปี 2024
ขณะที่สัดส่วนของคนชนชั้นล่างหรือเรียกว่า “ชนชั้นที่ใฝ่ฝันจะเป็นชนชั้นกลาง” (Aspiring Middle Class) เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 48.2% ในปี 2019 เป็น 49.22% ในปี 2024 จำนวนเพิ่มขึ้นจาก 128.85 ล้านคน ในปี 2019 เป็น 137.50 ล้านคน ในปี 2024 ส่วน “ผู้เปราะบาง” เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 20.6% เป็น 24.2%
สำหรับนิยาม “ชนชั้นกลาง” นั้น อินโดนีเซียอิงตามธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งนิยามว่า เป็นคนที่ใช้จ่ายสูงกว่าเส้นแบ่งความยากจน 3.5-17 เท่า ซึ่งเส้นแบ่งความยากจนของอินโดนีเซียในปัจจุบันอยู่ที่รายได้สุทธิต่อเดือน 582,993 รูเปียห์อินโดนีเซีย (ประมาณ 1,270 บาท) ดังนั้นตัวเลขนี้กำหนดนิยาม “ชนชั้นกลาง” ของอินโดนีเซียว่าเป็นคนที่ใช้จ่ายราว 2 ล้านรูเปียห์ ถึง 9.9 ล้านรูเปียห์ ต่อเดือน (ประมาณ 4,360 ถึง 21,465 บาท)
ทำไมชนชั้นกลางลด แม้เศรษฐกิจดี
อย่างที่กล่าวไปแล้วว่า เศรษฐกิจอินโดนีเซียยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ของอินโดนีเซียในปี 2022-2023 โตมากกว่าปีละ 5% และคาดว่าจะโตดีต่อเนื่องในปี 2024 นี้ โดยการเติบโตส่วนใหญ่เกิดจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้น
การที่จำนวนและสัดส่วนชนชั้นกลางของอินโดนีเซียหดตัวลงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ จึงเป็นทิศทางที่ขัดแย้งกับเศรษฐกิจ และน่าสนใจว่าเป็นเพราะอะไร
สำนักงานสถิติกลางของอินโดนีเซียอธิบายว่า การลดลงของชนชั้นกลางเป็นหนึ่งในผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งได้ก่อให้เกิดผลกระทบหลายรูปแบบ เนื่องจากผู้คนในอินโดนีเซียต้องเผชิญกับการเลิกจ้างในวงกว้าง ต้องรับผลกระทบจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และการหดตัวของภาคอุตสาหกรรม (Deindustrialization)
อามาเลีย อดินิงการ์ วิทยาสันติ (Amalia Adininggar Widyasanti) รักษาการผู้อำนวยการ BPS กล่าวในการแถลงข่าว สิ่งที่เกิดขึ้นนี้นับว่าเป็นภาวะ “ลองโควิด” (Long COVID) ของเศรษฐกิจ เป็น Scarring Effect หรือผลกระทบที่บั่นทอนศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจหลังการระบาดสิ้นสุดลง
อย่างไรก็ตาม วิทยาสันติ มั่นใจว่าผลกระทบจากการระบาดใหญ่จะไม่คงอยู่ยาวนานอีกต่อไป และเธอกล่าวว่า รัฐบาลจะดำเนินนโยบายที่จะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวกลับไปสู่ยุคก่อนการระบาดใหญ่ให้ได้
“ชนชั้นกลางมีความสำคัญเพราะพวกเขาเป็นผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ พวกเขาใช้จ่ายมากและใช้จ่ายอย่างรวดเร็ว” รักษาการผู้อำนวยการ BPS กล่าว
นอกจากนั้น BPS รายงานว่า ในปัจจุบัน สัดส่วนการใช้จ่ายของชนชั้นกลาง 41.67% เป็นการจ่ายค่าอาหาร รองลงมาคือค่าที่อยู่อาศัย 28.52% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อของอินโดนีเซียในปัจจุบันอยู่ที่ 2.12% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการที่ราคาสินค้าสำคัญ เช่น ข้าว พริกไทย และน้ำตาล พุ่งสูงขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์จวกรัฐไม่ดูแลชนชั้นกลาง
ฟีทรา ไฟซาล ฮัสติอาดี (Fithra Faisal Hastiadi) นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของบริษัทหลักทรัพย์ ซามูเอล ซีคูริตาส์ (Samuel Sekuritas) วิเคราะห์ให้ นิกเคอิ เอเชีย (Nikkei Asia) ฟังว่า การที่ชนชั้นกลางของอินโดนีเซียหดตัวลงนั้น เป็นผลมาจากการที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประชากรที่ยากจนที่สุด 20% และประชากรที่ร่ำรวยที่สุด 10% เป็นหลัก
“ชนชั้นกลางเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์ได้รับความช่วยเหลือทางสังคม แต่ก็ไม่มีสิทธิได้รับแรงจูงใจทางภาษีที่ต้องใช้เงินจำนวนมาก [เหมือนอย่างคนร่ำรวย] เช่น รถยนต์ไฟฟ้า หรือการซื้ออสังหาริมทรัพย์”
ฮัสติอาดีกล่าวอีกว่า ผลกระทบในระยะยาวของการระบาดของโควิด-19 ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในการจ้างงาน จากการจ้างงานประจำในระบบเปลี่ยนเป็นการจ้างงานแบบไม่ประจำหรือนอกระบบมากขึ้น ผู้คนมีรายได้น้อยลงกว่าเมื่อก่อน แม้ว่าอัตราการว่างงานจะดีกว่าเดิมก็ตาม
ด้าน ภีมะ ยุธิษฐิระ (Bhima Yudhistira) ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาเศรษฐศาสตร์และกฎหมาย (CELIOS) กล่าวว่า การดำเนินงานที่อ่อนแอของภาคการผลิตเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ชนชั้นกลางหดตัวลง ขณะที่นโยบายหนึ่งของรัฐบาลที่ทำให้กำลังซื้อของประชาชนตึงตัวมากขึ้นก็คือ การขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2022
ภีมะกล่าวอีกว่า สถานการณ์ค่าครองชีพที่สูงขึ้นนั้นยังมีสาเหตุจากการที่รัฐบาลไม่มีโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม (Safety Net) สำหรับชนชั้นกลางด้วย เนื่องจากรัฐบาลเน้นไปที่การให้ความช่วยเหลือทางสังคมแก่คนจนเป็นหลัก
รัฐบาลยันให้ความสำคัญชนชั้นกลาง นักเศรษฐศาสตร์บอก “ไม่พอ”
แอร์ลังกา ฮาร์ตาร์โต (Airlangga Hartarto) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงประสานงานด้านเศรษฐกิจของอินโดนีเซีย ขึ้นเวทีกล่าวสุนทรพจน์ในงานประชุมหารือทางเศรษฐกิจเกี่ยวกับบทบาทของชนชั้นกลางต่อวิสัยทัศน์ “Golden Indonesia 2045” เมื่อวันที่ 27 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญทางเศรษฐกิจของ “ชนชั้นกลาง” และ “ชนชั้นที่ใฝ่ฝันจะเป็นชนชั้นกลาง” ซึ่งมีสัดส่วนรวมกันประมาณ 66.6% ของประชากรทั้งประเทศ และบริโภครวมกันคิดเป็นสัดส่วน 81.49% ของการบริโภคภาคเอกชนทั้งหมด
ฮาร์ตาร์โตเน้นถึงความสำคัญในการเสริมสร้างอำนาจการจับจ่ายของคนจนไปจนถึงคนชั้นกลางว่า “การรักษาความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) ของชนชั้นกลาง เป็นความท้าทายที่ [รัฐบาล] หลีกเลี่ยงไม่ได้” ฮาร์ตาร์โตกล่าว
รัฐมนตรีฮาร์ตาร์โตอธิบายว่า เพื่อที่จะสนับสนุนชนชั้นกลาง รัฐบาลได้ดำเนินโครงการริเริ่มต่าง ๆ มากมาย รวมถึงโครงการความคุ้มครองทางสังคม แรงจูงใจทางภาษี โครงการก่อนการจ้างงาน ไปจนถึงโครงการสินเชื่อธุรกิจของประชาชน เป็นต้น
ถึงอย่างนั้นก็ตาม ฮัสติอาดี นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของ ซามูเอล ซาคูริตาส์ มีความเห็นโต้แย้งว่า ที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้จัดการกับความท้าทายนี้อย่างเหมาะสม การขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จาก 11% เป็น 12% ในวันที่ 1 มกราคม และการเสนอให้เก็บภาษีเงินได้จากการทำงาน 3% เพื่อนำไปอุดหนุนที่อยู่อาศัยสำหรับชนชั้นล่าง ล้วนแต่จะทำให้กำลังซื้อของชนชั้นกลางลดลงไปอีก
ฮัสติอาดีมีข้อเสนอแนะด้วยว่า รัฐบาลต้องพิจารณาเลื่อนการขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มออกไป และรอจนกว่าชนชั้นกลางจะมีสัดส่วนถึง 25% ของประชากร ซึ่งเป็นระดับที่จะสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งได้
นอกจากนั้น ยูซุฟ เรนดี มานิเลต (Yusuf Rendy Manilet) นักเศรษฐศาสตร์จากศูนย์ศึกษาการปฏิรูปเศรษฐกิจ (Center of Reform on Economics : Core) กล่าวว่า เป็นเรื่องสำคัญที่รัฐบาลจะต้องเริ่มให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กลุ่มชนชั้นกลางและกลุ่มประชากรที่ใฝ่ฝันจะเป็นชนชั้นกลาง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบเงินสดหรือเงินอุดหนุน ซึ่งความช่วยเหลือเหล่านี้รัฐบาลควรมอบให้ทั้งชนชั้นกลางและกลุ่มประชากรที่มีความใฝ่ฝันจะเป็นชนชั้นกลาง หากไม่เช่นนั้น แนวโน้มขาลงของชนชั้นกลางก็อาจดำเนินต่อไป
อ้างอิง :
อ่านข่าวต้นฉบับ: อินโดนีเซีย “ชนชั้นกลาง” ลด 9.5 ล้านคน แม้เศรษฐกิจหลังโควิดโตดี เป็นเพราะอะไร ?