ถึงเวลาธรรมชาติเอาคืน น้ำท่วมทุบเศรษฐกิจไทย 3 หมื่นล้าน

คอลัมน์ : ชั้น 5 ประชาชาติ
ผู้เขียน : กษมา ประชาชาติ

ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกมุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจโดยลืมนึกถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม จนในช่วงไม่กี่ปีมานี้ต่างโดน “ธรรมชาติ” เอาคืน จากสิ่งที่เรียกว่าภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ใคร ๆ อาจจะเรียกในชื่อต่าง ๆ กันว่า ภาวะโลกร้อน โลกเดือด หรือโลกรวน

ไทยนับเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบด้วย ทั้งที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% แต่เคยเกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 1.44 ล้านล้านบาท เมื่อครั้งเกิดมหาอุทกภัยปี 2554 และมาปีนี้ก็เกิดปัญหาอุทกภัยในหลายจังหวัดทางภาคเหนือและอีสาน หอการค้าไทยคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเสียหายไปแล้ว 3 หมื่นล้านบาท ทั้งที่เหตุการณ์ยังไม่สิ้นสุด แล้วไทยจะแก้ไขอย่างไรให้ทันกาล ?

ย้อนกลับไปดูการเดินหน้าแก้ปัญหาโลกร้อน ภายหลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี ประกาศในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP26 ว่าไทยจะลดการปล่อยคาร์บอนเพิ่มขึ้นจากเดิม 20% เป็น 40% ปี 2030 และจะเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2050 และ Net Zero Emission ปี 2065 ซึ่งเป็นการขยับเป้าเร็ว และท้าทายมาก

ซึ่งต้องชื่นชมกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในสมัยอดีตรมต.วราวุธ ศิลปอาชาออกโรง เปลี่ยนชื่อ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม เป็นกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกสั้น ๆ กรมลดโลกร้อน และมีการยกร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่คลอด โดยฉบับล่าสุดมี 14 หมวด และมีบทเฉพาะกาล คาดว่าจะเสนอคณะรัฐมนตรีในเดือนตุลาคม 2567 นี้ และบังคับใช้ในปี 2568

ที่น่าสนใจ คือ กฎหมายใหม่แก้ไข “คำนิยาม” ผู้ที่จะต้องรายงานการปล่อย GHG จากเดิมที่กำหนดไว้เป็นโรงไฟฟ้า อาคาร เปลี่ยนเป็น “นิติบุคคล” มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก GHG (แต่ยังต้องรอประกาศกฎหมายลูกตามมาว่ามีนิติบุคคลประเภทใดบ้างที่ต้องรายงาน เพราะหากไม่ระบุชัด ๆ จะมีนิติบุคคลที่เข้าข่ายต้องรายงานคาร์บอนฟุตพรินต์ 2 ล้านราย)

ซึ่ง “ข้อมูลเหล่านี้” จะถูกนำไปจัดทำ “ฐานข้อมูล” การปล่อยก๊าซ GHG ไทยในอนาคต และนำไปสู่การกำหนด “สิทธิในการปล่อย GHG” ที่แต่ละอุตสาหกรรมสามารถปล่อยได้ และวางแนวทางเรียกเก็บภาษีคาร์บอน ซึ่งอาจจะเริ่มจากสินค้าฟุ่มเฟือยอย่างน้ำมันก่อน หรือเร่งเครื่องการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต

ไทยจะยื้อด้วยการไม่รายงานข้อมูลก็ได้ แต่สุดท้ายเราก็ต้องยอมรับกติกาที่ออกมาจากข้อมูลของคนอื่น และถูกลงโทษเมื่อไม่ปฏิบัติตาม

หรือหากไทยจะเลี่ยงภาษีคาร์บอน แต่สุดท้ายก็ต้องไปเสียภาษีให้กับประเทศคู่ค้าอยู่ดี ตอนนี้อียูเริ่มใช้ CBAM แล้ว และอีกหลายประเทศจะใช้ตามมา ซึ่ง “อัตราภาษีคาร์บอน” คู่ค้าอาจแพงขึ้นไปอีก และท้ายที่สุดไทยจะเสียความสามารถในการแข่งขันกับตลาดโลก เพราะคู่ค้าจะเลือกซื้อสินค้าและบริการเฉพาะกับคนที่ดูแลรักษ์โลก จากผลสำรวจออกมาชัดเจน ว่าผู้บริโภครุ่นใหม่ยินดีจ่ายแพงขึ้น สำหรับสินค้าที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ฉะนั้น ตอนนี้ยังพอมีเวลาที่จะ เตรียมแนวทางสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนให้ธุรกิจ อย่ารอจนถึงเวลาที่ธรรมชาติเอาคืน เพราะท้ายที่สุดเงินที่ได้ก็อาจไม่คุ้มกับเยียวยาความเสียหายในอนาคตก็ได้

ข้อมูล/ภาพ : ประชาชาติธุรกิจ

SPRC โชว์ความสำเร็จหลังควบ ‘คาลเท็กซ์’ 1H/67 หนุนมูลค่าธุรกิจ 15.9 ล้านเหรียญ

ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังไบเดนไม่ปิดโอกาสอิสราเอล โจมตีแหล่งน้ำมันอิหร่าน