ตลาดหุ้นเอเชียเปิดการซื้อขายวันที่ 9 มีนาคม 2569 ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงทั่วภูมิภาค ท่ามกลางความวิตกของนักลงทุนต่อสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ความกังวลดังกล่าวทำให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงและหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น ส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นสำคัญในเอเชีย ทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง และไทย ปรับตัวลดลงพร้อมกัน โดยบางตลาดร่วงลงมากกว่า 6% ภายในช่วงเวลาเพียงไม่กี่นาทีแรกของการซื้อขาย
แรงเทขายถล่มตลาดหุ้นเอเชีย ญี่ปุ่น–เกาหลีใต้ดิ่งหนัก
บรรยากาศการลงทุนในภูมิภาคเอเชียช่วงเช้าวันนี้อยู่ในภาวะตึงเครียดอย่างมาก หลังนักลงทุนทั่วโลกตอบสนองต่อความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ตลาดหุ้นหลักหลายแห่งปรับตัวลงทันทีที่เปิดตลาด
ดัชนี Nikkei 225 ของญี่ปุ่นเปิดตลาดที่ระดับ 54,608.63 จุด ลดลงกว่า 1,012 จุด หรือประมาณ 1.82% ก่อนจะร่วงลงอย่างรวดเร็วภายใน 15 นาทีแรกของการซื้อขาย โดยลดลงถึง 3,382 จุด หรือราว 6.08% สะท้อนแรงเทขายอย่างหนักจากนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติ
ขณะที่ดัชนี Hang Seng ของฮ่องกงเปิดตลาดที่ 25,075.74 จุด ลดลง 681.55 จุด หรือประมาณ 2.65% ส่วนดัชนี Shanghai Composite ของจีนเปิดตลาดที่ระดับ 4,098.70 จุด ลดลง 25.49 จุด หรือ 0.62% แม้จะปรับลดน้อยกว่าตลาดอื่น แต่ก็สะท้อนถึงแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกเช่นเดียวกัน
ตลาดเกาหลีใต้หยุดซื้อขายชั่วคราว หลังดัชนีร่วงเกือบ 7%
ตลาดหุ้นในภูมิภาคอื่นได้รับผลกระทบจากแรงขายเช่นเดียวกัน โดยดัชนี S&P/ASX 200 ของออสเตรเลียปรับตัวลดลงประมาณ 3.68% ในช่วงเปิดการซื้อขาย
ขณะที่ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงถึง 6.68% ทำให้ตลาดหลักทรัพย์เกาหลีใต้ต้องประกาศหยุดการซื้อขายสัญญาดัชนี KOSPI 200 เป็นการชั่วคราว เพื่อควบคุมความผันผวนของตลาดและลดแรงตื่นตระหนกของนักลงทุน
ด้านตลาดหุ้นไทย ดัชนี SET Index เปิดตลาดปรับตัวลดลงทันที 71.76 จุด มาอยู่ที่ระดับ 1,338.61 จุด สอดคล้องกับทิศทางตลาดหุ้นในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภายนอกเดียวกัน
ราคาน้ำมันพุ่งเหนือ 100 ดอลลาร์ จุดชนวนความกังวลเศรษฐกิจโลก
ปัจจัยสำคัญที่กดดันตลาดการเงินโลกในครั้งนี้มาจากการพุ่งขึ้นของราคาพลังงาน โดยราคาน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate) ทะยานทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในช่วงเช้าวันนี้ ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565
การปรับขึ้นของราคาน้ำมันเกิดขึ้นหลังประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญในตะวันออกกลาง ได้แก่ คูเวต อิหร่าน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ประกาศปรับลดกำลังการผลิตน้ำมัน ภายหลังสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคส่งผลให้มีการปิด ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
นักวิเคราะห์มองว่าการปิดเส้นทางขนส่งพลังงานดังกล่าวอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออุปทานพลังงานในตลาดโลก และอาจทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งจะกลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโลก
นักวิเคราะห์ชี้ตลาดเข้าสู่ภาวะ Risk-off นักลงทุนหนีสินทรัพย์เสี่ยง
อภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโสสายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ของ บล.ทิสโก้ ระบุว่า บรรยากาศการลงทุนในวันนี้เข้าสู่ภาวะ Risk-off ซึ่งหมายถึงช่วงเวลาที่นักลงทุนลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น และหันไปลงทุนในสินทรัพย์ปลอดภัยแทน
เขาประเมินว่า ดัชนี SET Index มีโอกาสปรับตัวลดลงต่ำกว่าระดับ 1,400 จุด ตามทิศทางตลาดหุ้นภูมิภาค โดยเฉพาะตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่ปรับตัวลงอย่างรุนแรงในช่วงเปิดตลาด
นอกจากนี้ ความกังวลของนักลงทุนยังเพิ่มขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มขยายตัว หลังปฏิบัติการทางทหารของพันธมิตร สหรัฐอเมริกา และ อิสราเอล เข้าสู่ระยะใหม่ ซึ่งไม่เพียงโจมตีเป้าหมายทางทหาร แต่ยังรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีสนามบินและแหล่งพลังงานของประเทศเพื่อนบ้าน
หุ้นไทยปรับฐานแรง นักวิเคราะห์แนะจับตาการเมืองและเศรษฐกิจ
พิริยพล คงวาณิช นักกลยุทธ์จาก BLS Wealth Research ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยได้ปรับฐานลงต่อเนื่องประมาณ 8% นับตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ส่งผลให้ระดับอัตราเงินปันผลคาดการณ์ของตลาดหุ้นไทยในปี 2026 ปรับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 3.9%
ในขณะเดียวกัน ดัชนีหุ้นปันผลสูง SETHD มีอัตราเงินปันผลอยู่ที่ราว 6.1% ซึ่งใกล้เคียงระดับในช่วงวิกฤตโควิด-19 ทำให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มมองเห็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นที่มีพื้นฐานแข็งแกร่งและมีเงินปันผลสูง
สำหรับสัปดาห์นี้ นักลงทุนยังต้องติดตามปัจจัยภายในประเทศ โดยเฉพาะการเปิดประชุม สภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ ในวันที่ 14 มีนาคม ซึ่งอาจมีความคืบหน้าเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาล รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และข้อมูลเศรษฐกิจของจีน


