ไม่สนกระแส มีแต่กระสุน

รูดม่าน แก๊ง“3 ป.” จากกระดานการเมืองไทย

หลังเข้ามามีบทบาททั้งในทางเปิดเผย และในทางลับ กับเกมอำนาจประเทศไทยมาร่วม 20 ปี ตั้งแต่การทำปฏิวัติรัฐประหาร รัฐบาลพรรคไทยรักไทย ของทักษิณ ชินวัตร เมื่อ 19 กันยา 49

ไม่มีใครปฏิเสธว่า องคาพยพในขุมข่ายอำนาจ 3 ป. คือส่วนสำคัญในการวางหมาก โดยเฉพาะ “พี่ใหญ่บูรพาพยัคฆ์” “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ คือคีย์แมนที่มีส่วนร่วมเดินเกมล้มกระดานในสมัยนั้นด้วย

ไล่มาจนรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช คนที่คุมหัวใจของฝ่ายความมั่นคง คือ “พี่รอง-ป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่นั่งจ่าฝูงกองทัพบกในสมัยนั้น ที่มักจะร้องเพลงกันคนละคีย์กับรัฐบาลอยู่ตลอดเวลา

สุดท้าย “สมัคร” ก็ถูกเขี่ยพ้นเก้าอี้นายกฯ ด้วยอิทธิฤทธิ์ “นิติสงคราม” ในยุคต้นๆ เมื่อศาลรัฐธรรมนูญเปิดพจนานุกรม สั่งให้พ้นจากหน้าที่

จนขั้วอำนาจ 3 ป. มาพุ่งถึงขีดสุดในยุค “น้องเล็ก-ป. คนสุดท้าย” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังการยึดอำนาจจาก รัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 22 พฤษภา 57 จากนั้นก็ครองอำนาจมาต่อเนื่องเกือบ 1 ทศวรรษ

ดังนั้นการตัดสินใจแขวนเกือกของ “ลุงป้อม” รอบนี้ ก็เท่ากับปิดฉากยุครุ่งเรืองของ ก๊วน 3 ป. ไปโดยปริยาย เพราะทนลากสังขารต่อไปไม่ไหว

ท่ามกลางกระแสระส่ำระสายของลูกพรรค “บิ๊กป้อม” เปิดมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด หลังมีกระแสข่าวจะวางมือทางการเมือง เมื่อประกาศถอนตัวจากการเป็นแคนดิเดตนายกฯ ให้อดีตลูกน้องที่ส่วนใหญ่จะเป็นน้องรักในสายบูรพาพยัคฆ์ และสายทหารเสือฯ

มากันพร้อมหน้าทั้ง “บิ๊กป๊อก”อนุพงษ์ เผ่าจินดา พล.อ.บุญสร้าง เนียมประดิษฐ์ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร พล.อ.ณัฐ อินทรเจริญ พล.อ.เทพพงศ์ ทิพยจันทร์ พล.อ.วลิต โรจนภักดี

ซึ่งก็มีคนแซวว่า “ยังดูหนุ่ม แข็งแรง” ทำเอา พล.อ.ประวิตร รีบตอบกลับว่า “หนุ่มอะไร อายุ 80 ปี พอแล้ว”

น่าจะมอง ลมบน ออก ทีมนำหัวขบวนอนุรักษ์ มี“ทีมใหม่”ให้ใช้งานแล้ว นั่นก็คือ ภูมิใจไทย ที่อาสา “ถือตั๋ว” เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันให้กับกลุ่มหัวขบวนขั้วอนุรักษ์ พร้อมกับสถาปนาพรรคตัวเองเป็น “เลือดน้ำเงินแท้”

ต้องบอกว่า ตอนนี้ถ้าเป็นข้าวหอมที่หุงขึ้นหม้อสุด ในหมู่ขั้วอนุรักษ์-ขวาสุดติ่ง ก็ต้อง “ข้าวหอมเขากระโดง”

แต่เราลองมาดู โพลสถาบันพระปกเกล้า กันบ้าง ถือเป็นโพลที่มีความน่าเชื่อถือสูง เรื่อง “เสียงในหัวประชาชนกับการเมืองช่วงเปลี่ยนผ่าน” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 30 พ.ย. – 10 ธ.ค.2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,016 ตัวอย่าง

พบว่าส่วนใหญ่ถึง 42.6% ไม่ค่อยพอใจต่อการทำงานของรัฐบาล ที่ผ่านมา รองลงมา 25% ระบุว่าค่อนข้างพอใจ และ 24.6% ไม่พอใจเลย

ขณะที่อันดับของหัวหน้าพรรคที่คนแต่ละภาคอยากฟังดีเบตมากที่สุด ภาคเหนือ 25.8% อยากฟัง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน รองลงมา 13.1% คือ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ พรรคเศรษฐกิจ

ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20.8% ระบุว่าใครก็ได้ รองลงมา 17.6% อยากฟัง นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ส่วนกทม. สูงสุด 19.6% อยากฟัง นายณัฐพงษ์ รองลงมา 15.4% คือนายอนุทิน

ภาคกลาง สูงสุด 14.1% อยากฟังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ รองลงมา 14% คือ นายจุลพันธุ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ส่วนภาคใต้ สูงสุด 27.2% อยากฟังนายอภิสิทธิ์ รองลงมา 24% อยากฟังนายอนุทิน

บทวิเคราะห์ของ KPI ผลโพลสะท้อนว่าการเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ประชาชนคิดต่างอย่างมีเหตุผล และเลือกฟังในแบบที่ตอบโจทย์ชีวิตของตนเอง ประชาชนไม่ได้ปฏิเสธการเมือง แต่ปฏิเสธการเมืองที่ไม่ตอบชีวิตจริง

ผู้นำหรือพรรคการเมืองที่ต้องการได้เปรียบ ต้องสามารถเชื่อมโยงนโยบายกับชีวิตประจำวันได้ วางยุทธศาสตร์การสื่อสารที่มีความต่างกันตามรุ่นและพื้นที่

และใช้เวทีดีเบตเป็นพื้นที่สร้างความเชื่อมั่น ไม่ใช่เพียงการโจมตี

แต่มีบางพรรคพยายามเลี่ยง ไม่ยอมร่วมดีเบต

เพราะกะจะใช้กระสุน ยิงกลบกระแส กันท่าเดียว..!

กองทัพเรือพบทุ่นระเบิดใหม่จำนวนมากที่บ้านหนองรี ชี้ละเมิดกฎหมายโลก

อนุทิน-ประยุทธ์ กราบสมเด็จพระสังฆราช รับพรปีใหม่ 2569