เดิมพันอำนาจ..ไปต่อ หรือพอแค่นี้

เดินพันอำนาจสูงด้วยกันทุกฝ่าย

การเมืองหลังเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 คือการวางเดิมพันอนาคตของประเทศ จะไปในทิศทางใด ซึ่งหลายคนก็คงพอมองเห็น

ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่าจะเป็นตามที่ เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง นักวิชาการอิสระ ได้วิเคราะห์ผ่านสื่อออนไลน์ไว้ว่า มีการล็อกเกมจัดตั้งรัฐบาลล่วงหน้าไว้ให้ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล และขุมข่ายสีน้ำเงิน ต่อยอดอำนาจ สืบอำนาจเบิ้ลเก้าอี้ นายกฯรอบสอง ล็อกผลประโยชน์กันล่วงหน้า หรือไม่

ซึ่งก็เล่นเอา ขุมข่ายสีน้ำเงิน เต้นเป็นเจ้าเข้า “บังซุบ” ศุภชัย ใจสมุทร แกนนำพรรคภูมิใจไทย ต้องออกมาขู่จะฟ้องร้องทั้ง เจิมศักดิ์ ทั้งสื่อ หรือใครก็ตามที่นำไปแชร์ต่อๆ กัน

หาว่าเป็นการใส่ร้ายป้ายสี อาจส่งผลกระทบต่อการเลือกตั้งสส. เป็นการแสดงความคิดเห็นโดยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของนักวิชาการอิสระ แต่ใส่อคติทางการเมืองแฝงไปด้วย

ทำให้อดมองไม่ได้ว่าเป็นการ “รีบปิดปาก” ก่อนที่แผน “ล็อกมง” จะแตก และขยายวงไปมากกว่านี้ เดี๋ยวผิดแผน หัวขบวนอนุรักษ์ ในการบริหารจัดการอำนาจ

แต่ทิศทางการจับขั้วจัดตั้งรัฐบาล คอการเมืองตัวจริง มองออกมานานแล้วว่า รอบนี้เป็นการเมือง 3 ก๊ก 3 สี ของจริง ทำให้สูตรการจัดตั้งรัฐบาลผันแปรได้ตลอดเวลา

ทุกอย่างอยู่ที่ สมการตัวเลขหลังเลือกตั้ง

สูตรแรก ภูมิใจไทยจับกับเพื่อไทย แล้วค่อยไปเลือกพรรคร่วมรัฐบาล ที่มีเก้าอี้ สส. ตอบโจทย์จำนวนเสียงเพื่อค้ำยันเสถียรภาพ มีตัวแปรก็คือ กล้าธรรม กับ ประชาธิปัตย์

เป็นสูตรเดียวกันเป๊ะ กับตอนจัดตั้ง รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน หลังเลือกตั้งปี 2566 เพียงแค่สลับบทบาทกันระหว่าง เพื่อไทย มาเป็น ภูมิใจไทย ดังนั้นก็เลยต้องเก็บ ทักษิณ เอาไว้ในคุก เพื่อ“การในวันข้างหน้า”

สูตรสอง (ต้องไฟท์บังคับจริงๆ) ภูมิใจไทยจับกับประชาชน โดยมีประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาล ซึ่งมีโอกาสสูง เพราะมีจุดยืนเดียวกับ “ประชาชน” ที่ไม่เอา “กล้าธรรม”

แม้ก่อนหน้านี้ “เท้ง” ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน จะประกาศผ่านสื่อว่าจะไม่ขานชื่อ “เสี่ยหนู” อนุทิน เป็นนายกฯอีกแล้ว หรือ “อนุทิน” ที่สวนออกมาว่า จะไม่ร่วมกับพรรคที่สนับสนุนการแก้มาตรา 112

แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ยอมสงวนท่าทีในภายหลัง

อีกสูตร สูตรที่สาม ประชาชนจับกับเพื่อไทย แม้จะเคยหักเอ็มโอยูกันมาก่อน แต่ความสัมพันธ์ระดับ “ผู้นำจิตวิญญาณ” ยังไม่ได้ขาดสะบั้นลง แต่อุปสรรคใหญ่ของสูตรนี้คือ “นายใหญ่ ทักษิณ” ยังอยู่ในเรือนจำ ที่สำคัญยังมีชนักคดี 112 ปักหลังอยู่ เมื่อ “อัยการสูงสุด” มีคำสั่งให้อุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้น ทำให้ “ทักษิณ” ยังไม่พ้นบ่วง หากเล่นเกมแตกหัก “เครือข่ายอนุรักษ์” หันไปจับมือกับ “ประชาชน” อาจส่งผลกระทบต่อคดี และผลกระทบอาจขยายวงกว้างไปยังขุมข่ายธุรกิจ

และวันเข้าคูหา วันที่ 8 ก.พ. ยังมีอีกเดิมพันสำคัญ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่จะมีคำถามพ่วงประชามติ “สมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” เป็นอีกเดิมพันอำนาจระหว่าง ฝ่ายอนุรักษ์ กับ ฝ่ายเสรีนิยม

การผ่านประชามติคงไม่ยาก แต่ที่ยากคือด่านสำคัญ สว.สีน้ำเงิน ที่จะเป็นเดดล็อก รออยู่ข้างหน้า เพราะหากจะแก้ก็ต้องใช้เสียง สว. 1 ใน 3 ผ่านความเห็นชอบ ที่ผ่านมาก็ได้เห็นอิทธิฤทธิ์ อิทธิเดช ก๊วนสว.พวกนี้ไปแล้ว

แต่ถ้าผ่านประชามติได้ด้วยเสียงที่มากพอ คนพวกนี้จะทำอะไรก็ต้องคิดหน้าคิดหลังเหมือนกัน ไม่เช่นนั้นจากการเมืองในสภา อาจลงสู่ท้องถนนอีกรอบก็ได้

ถ้าสถานการณ์ไหลเลยเถิดไปถึงขั้นนั้น ภูมิคุ้มกันของภูมิใจไทย อาจบกพร่องกระทันขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้

นอกจากนี้ต้องไม่ลืมว่า เกมอำนาจในปี 2569 จะเป็น “เกมนิติสงคราม” ของแท้ นอกจากบ่วงคดี 112 ของ “ทักษิณ” แล้ว ยังมีคดี 44 สส.ก้าวไกล ล้างบางน้ำสามค่ายส้ม ปมเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ที่มีกระแสข่าวว่า ป.ป.ช.เลือดผสมสีน้ำเงิน มีมติชี้มูลความผิด 44 อดีตสส.พรรคก้าวไกล ทุกคน ซึ่งก็มี ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ, ศิริกัญญา ตันสกุล 2 แคนดิเดตนายกฯ รวมไปถึงขุนพลระดับหัวแถวของสีส้ม อย่าง ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล, รังสิมันต์ โรม, วาโย อัศวรุ่งเรือง, วิโรจน์ ลักขณาอดิศร} สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ, ณัฐวุฒิ บัวประทุม, วรภพ วิริยะโรจน์, ลณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์, ธีรัจชัย พันธุมาศ ฯลฯ

นี่แค่สถานการณ์การเมืองภายใน ยังไม่นับรวมสถานการณ์ภายนอก ทั้ง “สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา” “สงครามภูมิรัฐศาสตร์ผันแปร” “สงครามภาษีทรัมป์” ที่สำคัญ “สมครามปากท้องพี่น้องประชาชน”

หากเราไม่ได้รัฐบาลที่พร้อม และเป็นความหวังได้มากพอ

ไม่อยากจะนึกภาพ ประเทศไทยในวันข้างหน้า จริงๆ..

“เฉิน จื้อ” เจ้าพ่อสแกมเมอร์กัมพูชา ถูกจับส่งจีน คดีฉ้อโกง-ฟอกเงิน 3 แสนล้าน

“พิพัฒน์” ชี้ทวงคืนโอกาสภาคใต้ 30 ปี ไม่โจมตีใคร หนุนภูมิใจไทยสร้างความเท่าเทียม