การเมืองไทย ใต้เกมอำนาจโลก

“ส้ม”ลดโทนอุดมการณ์ ลงอย่างเห็นได้ชัด

พลันที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล 1 ในกลุ่มผู้นำจิตวิญญาณตัวพ่อค่ายส้ม ไปพูดกลางวงคนไทยในสหรัฐอเมริกา กับกิจกรรม “Pita US Tour” ที่วัดไทยลอสแอนเจลิส

“อยากจะขอโทษทหารสนามรบ ทหารชั้นผู้น้อย ทหารมืออาชีพจริงๆ ที่เขาเสียสละเพื่อจะปกป้องแผ่นดินของเรา เพราะตอนที่พูด พูดในช่วงที่ทหารมีนาฬิกาแพง ๆ ทหารที่ทำการรัฐประหาร ทหารสนามกอล์ฟ แต่ไม่ได้พูดออกมาให้ชัด ว่าผมเคารพทหารสนามรบ แต่ทหารที่ปกครองประเทศเป็นอีกเรื่องหนึ่ง เราก็รู้สึกได้เลยว่าสิ่งที่พูดไปตอนนั้นมันเอาท์เดต มากกับสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน”

กับวาทกรรมในอดีต “ทหารมีไว้ทำไม” ขณะปราศรัยเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ทิม พิธา ระบุว่าในตอนที่พูด นึกถึงทหารสนามกอล์ฟ ไม่ได้นึกถึงทหารสนามรบ “มันเป็นความผิดของผมเอง จนถึงทุกวันนี้ผมยังรู้สึกเสียใจ”

แปลสัญญาณแบบไม่ซับซ้อน วันนี้ทีมงานค่ายส้ม “ตีหมอบ”

แต่จะตีหมอบกันไปยาวๆ หรือตีหมอบแค่ชั่วคราว คงต้องดูกันอีกที ที่แน่ๆ ลดดีกรีความห้าว เพื่อจะแปรขบวนทัพหวังแชร์อำนาจ กับขั้วอนุรักษ์นิยมโบราณ

การคัดสรรทีม “เทคโนแครต” มาผสมผสานกับทีมงาน “ส้มจี๊ด” ที่แต่งตัวรอขั้วเก้าอี้เสนาบดี ซึ่งก็เป็นไปตามธง อภิมหาการประนีประนอม “Grand Compromise” ของ “พ่อส้ม” ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

“ต้องเข้าสู่อำนาจรัฐ” ให้ได้ในรอบนี้

ก็อย่างที่ “ไหม” ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกตัวว่าพรรคไม่รังเกียจที่จะทำคนละครึ่งต่อ เพียงแต่ต้องทำควบคู่กันไป เพื่อให้ SME ได้อยู่ตลอดไป ไม่ได้อยู่ชั่วคราวเหมือนคนละครึ่ง ที่มาเพียงช่วงเวลาสั้นๆ

คือพร้อมต่อยอดนโยบายที่จะดูแลปากท้องพี่น้องคนไทย แม้จะเป็นชุดนโยบายที่ทำคลอดมาโดย รัฐบาลสืบทอดอำนาจรัฐประหาร ก็ตาม

ฉะนั้นสมการอำนาจ หลังการเลือกตั้ง ไม่มีอีกแล้วการเมืองอุดมการณ์เข้มข้น

ถึงแม้วันนี้ แกนนำค่ายส้มหลายคน จะออกมาย้ำยืนยันคำเดิม ว่าเจ็บแล้วจำ กับ MOA อัปยศ คงไม่มีไปเจรจาลับๆ ล่อๆ หรือไปคุยกันบนโต๊ะจีน

ประกาศตัวเป็นคู่แข่งจัดตั้งรัฐบาล แข่งกับพรรคภูมิใจไทย ด้วยแคมเปญ ให้ประชาชนเลือกพรรคประชาชนให้เป็นรัฐบาลพรรคเดียว

แต่การจัดตั้งรัฐบาลรอบหน้า ขึ้นกับสมการตัวเลขล้วนๆ และยังมีตัวแปลอีกหลายปัจจัย

ไม่ใช่แค่สถานการณ์ภายในของเราเท่านั้น สถานการณ์การเมืองโลก จะเข้ามามีส่วนสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลรอบหน้า อย่ามองว่าการเมืองโลกเป็นเรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะมันอยู่ใกล้เราแค่นิดเดียว

โดยเฉพาะ ภูมิรัฐศาสตร์อาเซียน ที่ถูกปักหมุดให้เป็นกระดานอำนาจ ของชาติมหาอำนาจโลก ที่สำคัญคือในอีก 2-3 ปีข้างหน้า ถึงคิวที่ประเทศไทยจะขึ้นมาเป็นประธานอาเซียน

อันเป็นช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับที่ โดนัลด์ ทรัมป์ จะพ้นวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถึงช่วงนั้น ทรัมป์ น่าจะออกฤทธิ์ออกเดช ทำทุกทางเพื่อจะกลับเข้าสู่อำนาจอีกวาระ

ดังนั้นการจัดสรรอำนาจภายในประเทศไทย คงมองเพียงสั้นๆไม่ได้

และมันกลายโจทย์หินของรัฐบาลใหม่ ภายใต้หลัก “America First” กับความบ้าคลั่งของ ผู้นำสติเฟื่อง แบบ ทรัมป์ ที่เล่นกับเกมอำนาจจนปั่วป่วนโลกไปทุกหัวระแหง

นอกจากสั่งยึดเวเนซุเอลา กระดานถัดไปก็ อิหร่าน ตามด้วย กรีนแลนด์ ยังออกคำสั่งประธานาธิบดี ถอนตัวออกจากองค์กรอนุสัญญาและสนธิสัญญาระหว่างประเทศ อ้างว่าขัดต่อผลประโยชน์ของชาติสหรัฐฯ รวมถึงถอนตัวจากองค์กรและสนธิสัญญาที่ไม่ตอบโจทย์ผลประโยชน์

กลายเป็นระเบิดนาปาล์มทางการทูตลูกใหญ่ ที่เปลี่ยนระเบียบโลก ทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และอธิปไตย ยึดผลประโยชน์รัฐชาติของสหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางจักรวาล

เข้าสู่ยุคการแข่งขันของรัฐมหาอำนาจเต็มรูปแบบ

ทวีความตึงเครียดทั้ง ชาติยุโรป กลุ่มนาโต้ จีน รัสเซีย และญี่ปุ่น ซึ่งโลกไม่สามารถพึ่งพากติกาเดิมได้อีกต่อไป

รัฐบาลใหม่ที่กำลังจะเข้ามา จำเป็นต้องกำหนดยุทธศาสตร์ทางออกที่ยืดหยุ่น เน้นผลประโยชน์ของรัฐไทยในเชิงประจักษ์

พรรคการเมืองต่างๆ ควรเร่งวางนโยบายด้านต่างประเทศให้เห็นทิศทางที่ชัดเจน

การเมืองไทย-เกมอำนาจโลก ไม่ใช่สนามเด็กเล่น

ให้พวกแก่ๆ เหลาเหย่ มานั่งปั้นดิน ปั้นดาวอีกต่อไป

ยุโรปเตือนแรง หาก “ทรัมป์” ใช้กำลังยึดกรีนแลนด์ อาจเท่ากับจุดจบนาโต

3 แคนดิเดต รทสช. ค้านแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เตือนเสี่ยงฟอกขาวนักการเมือง