การเมืองไทย ใคร..? สามานย์

ฉากทัศน์การเมืองโลก เริ่มมองเห็นเค้ารางการปรับสมดุลมหาอำนาจโลก บนเวทีประชุมสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) หรือ “Davos 2026”

บรรยากาศดุเดือดสุดๆ ในรอบกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา เมื่อ มาร์ก คาร์นีย์ นายกรัฐมนตรีแคนาดา ขึ้นเวทีปราศรัย ตีแสกหน้า โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสติเฟื่องแห่งสหรัฐฯ แม้ไม่ได้พูดตรงๆ แต่ความหมายแฝงก็ส่อนัยไปทางนั้น

ผู้นำแคนาดา ระบุว่า เหตุการณ์ในช่วงหลังสะท้อนชัดว่า “ระเบียบโลกที่ยึดตามกติกา ได้ตายลงไปแล้วในทางปฏิบัติ” ทำเอาผู้นำ และผู้แทนจากชาติต่างๆ ถึงกับลุกขึ้นยืนปรบมือ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยนักในเวทีระดับนี้

พร้อมกับปลุกชาติที่พัฒนาแล้ว ที่ มาร์ก คาร์นีย์ ระบุว่าเป็นประเทศมหาอำนาจขนาดกลาง ทั้งแคนาดาและประเทศอื่นๆ ไม่มีทางเลือก นอกจากต้องสร้างพันธมิตรใหม่ เพื่อรับมือกับยุทธวิธีการกดดัน และการข่มขู่จากชาติมหาอำนาจที่ก้าวร้าวมากขึ้น

หลัง โดนัลด์ ทรัมป์ เล่นบท อันธพาล 2026 ทำสหรัฐฯตกเป็นคู่กรณีกับหลายประเทศในยุโรป และอีกหลายชาติทั่วโลก โดยเฉพาะกรณีการบีบบังคับซื้อเกาะกรีนแลนด์

“หากมหาอำนาจยอมละทิ้งแม้แต่ข้ออ้างเรื่องกติกาและคุณค่า เพื่อไล่ตามอำนาจและผลประโยชน์ของตนอย่างไร้ข้อจำกัด ผลประโยชน์ที่ได้จากแนวทางแบบธุรกรรมต่อรองก็จะยิ่งยากที่จะทำซ้ำได้”

“เรารู้ดีว่าระเบียบเดิมจะไม่หวนกลับมาอีก….เราไม่ควรอาลัยมัน เพราะการโหยหาอดีตไม่ใช่กลยุทธ์”

เป็นถ้อยแถลงของ อดีตผู้ว่าฯแบงก์ชาติแคนาดาและอังกฤษ ที่เรียกร้องให้เกิด “โครงสร้างความร่วมมือรูปแบบใหม่ระหว่างประเทศขนาดกลาง” ซึ่งก็คือกลุ่ม G20 บวกกลุ่มประเทศที่กำลังยกระดับสู่ประเทศที่พัฒนา

และหอกที่จะทิ่มแทง สหรัฐฯได้ดีที่สุดก็คือ การหันไปเจรจาการค้ากับจีน อย่างที่ มาร์ก คาร์นีย์ ประกาศว่า “แคนาดาได้ปรับเปลี่ยนจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศแล้ว โดยอ้างถึงข้อตกลงการค้าครั้งใหญ่กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน” ที่เพิ่งลงนามกันไปที่กรุงปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน จีนตกลงลดภาษีสินค้าการเกษตรจากแคนาดา ขณะที่แคนาดาผ่อนคลายภาษีสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ที่ผลิตในจีน จาก 100% เหลือ 6.1%

แคนาดายังเดินหน้าความร่วมมือด้านการค้าและความมั่นคงใหม่กับ อินเดีย กาตาร์ ไทย และฟิลิปปินส์ รวมถึงกลุ่มการค้าในลาตินอเมริกาอย่าง “เมอร์โคซูร์” และ อาเซียน

เมื่อ ทรัมป์ ผลักมิตรเป็นศัตรู สหรัฐฯก็มีราคาที่ต้องจ่าย

หันกลับมาดูการเมืองบ้านเราอีกกี่รอบ ก็ยังวนลูปเป็น “ไทยแลนด์โอนลี่” เหมือนเดิม แต่ยิ่งจะหนักข้อขึ้น โดยเฉพาะการซื้อเสียงของพรรคเทาๆ กระดำกระด่าง เพื่อเตรียมการปล้นอำนาจประชาชน ปล้นประเทศไทย

ถ้าผลการสำรวจของ สภาหอการค้าไทย ที่ทำร่วมกับ คณะทำงานซีโร่ คอร์รัปชัน และคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน(กกร.) ที่ระบุว่ามีค่าคลาดเคลื่อนไม่เกิน 4% จริง ต้องถือว่าน่ากลัวมาก

ไม่น่าเชื่อก็คือ พื้นที่ที่มีการซื้อเสียงหนักสุด คือ กทม.และจังหวัดปริมณฑล สูงสุดที่ 7,500 บาท/หัว ส่วนภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เฉลี่ยสูงสุดอยู่ที่ 5,000 บาท/หัว ขณะที่ภาคตะวันออก ตกหัวละ 3,000 บาท

ดังนั้น ถ้าตัวเลขนี้ใกล้เคียงความจริง การเลือกตั้งรอบนี้ ก็น่าจะเป็นครั้งที่สกปรกที่สุดในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ทุกคนรู้ ใครๆ ก็รู้ มีแต่ผู้คุมกฎอย่าง กกต. ที่เอ๋ออ๋า.. ไม่ค่อยจะรู้ประสีประสาอะไรกับเขา ทั้งที่มีคลิป “ยิงรอบแรก” ออกมาฟ้องอยู่ทนโท่

การเมืองไทยเข้าขั้น สามานย์ แต่คนเป็นถึงผู้นำอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล กลับตอบคำถามสื่อ ด้วยถ้อยคำซ้ำๆ “ไม่รู้ ไม่เคยทำ ไม่กล้าบอก” พร้อมเสียงหัวเราะในลำคอ ใช้มุกตลกกลบปัญหาซื้อเสียง การซื้อเสียงถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ ในการเมืองระบบอุปถัมภ์ แบบเครือข่ายบ้านใหญ่

เปลี่ยนสถานะผู้ต้องสงสัย ของคนซื้อเสียง กลายเป็นผู้ที่เชื่อว่าการซื้อเสียงในราคาสูง คือตัวตลก เสียงหัวเราะของผู้นำ จึงทำหน้าที่กลับขั้วศีลธรรมอย่างแยบยล ให้ผู้ถูกสงสัยกลายเป็นผู้เหนือกว่าในเชิงสัญลักษณ์

ทำให้ความสามานย์ของพรรคการเมืองเทา-ดำ กลายเป็นความเคยชิน เพราะความมั่นใจอย่างสูงล้มใน “พลังของลมใต้ปีก” ที่ขุมข่ายขั้วอนุรักษ์พยายามมลากกระเตง

“เลือกตั้งที่สุจริต โปร่งใส” จึงเป็นเพียงคำที่ออกจากปากนกแก้ว นกขุนทอง ของบรรดา “ชนชั้นจริตสูง” ก็เท่านั้น

นายกฯ ชี้ปลดหมอสุภัทรเป็นเรื่อง สธ. ย้ำไม่เคยกลั่นแกล้งใคร

นรด.แจงปมนักเรียน ม.6 เข้าค่าย รด. ตรงวันเลือกตั้ง 8 ก.พ.69