เสร็จสิ้นพิธีกรรมประชาธิปไตย กันไปอีกบท
หลายคนยังรู้สึกว่า เลือกตั้งรอบนี้ โคตรโกง โกงกันหลายโคตร เป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดครั้งหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย ใช้ทั้งอำนาจรัฐ อำนาจเงิน อำนาจบนดิน-ใต้ดิน ทั้งฝ่ายปกครอง-ท้องถิ่น เครือข่าย อสม. ฝ่ายมั่นคง เดินงานกันโจ๋งครึ่ม
รวมถึงอำนาจที่อยู่เหนือการควบคุม เพื่อเอาชนะกลศึกชิงอำนาจในครั้งนี้ให้ได้
แต่เลือกตั้งจบ ปัญหายังไม่จบ โดยเฉพาะตำบลกระสุนตก ไปอยู่ที่ กกต.
จ.ชลบุรี นี่มีปัญหาหลายเขต โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งที่ 1 กลุ่มนักศึกษา ประชาชน เฝ้าเกาะติดความไม่ชอบมาพากลของเจ้าหน้าที่ จนร้อนไปถึง กกต.ใหญ่
งานนี้ส้มเลยชักไม่หวาน แถมพานจะติดคอ “เฮ้ง”
แล้วยังทำท่าจะลุกลามไปอีกหลายเขตทั่วประเทศ
นี่ถ้าไม่ได้พลเมืองไทย ร่วมกันทำหน้าที่รักษาสิทธิกันอย่างแข็งขัน คงโดนขบวนการ กปน.ลักหลับ สวมสิทธิประชาชนกันอีกหลายเขต
น่าเสียดายที่องค์กรที่มีหน้าที่โดยตรง ในการทำให้การเลือกตั้งโปร่งใส เป็นธรรม อย่าง กกต. กลับมีข้อผิดพลาดมากมาย กับงบประมาณที่ถลุงไป 7,824,040,100 บาท คุ้มค่าหรือไม่ พี่น้องชาวไทย คงมีคำตอบในใจ
ความฉ้อฉลของเจ้าหน้าที่ กปน. บางส่วน ทำให้ภาพรวมของ กปน. ทั่วประเทศ พลอยด่างพร้อยไปด้วย ทั้งที่หลายคนตั้งใจปฏิบัติหน้าที่ คอยดูแลอำนวยความสะดวกให้กับประชาชนผู้มาใช้สิทธิ
จากข้อมูล “วีวอช” มูลนิธิอาสาสมัครเพื่อสังคม เครือข่ายเยาวชนสังเกตการณ์การเลือกตั้งเพื่อประชาธิปไตย ที่ส่งอาสาเข้าร่วมสังเกตการณ์เลือกตั้งทั่วประเทศกว่า 1.6 หมื่นคน รายงานพบหลายหน่วยมีปัญหา
สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดการเลือกตั้งระดับหน่วยเลือกตั้ง ของกกต.
โดยผลสำรวจถึงความพึงพอใจต่อการจัดการเลือกตั้งของ กกต. พบว่า 46.1% ไม่พอใจกกต. มี 11.5% ที่ไม่พึงพอใจทั้ง กกต. และกปน. รวมกันแล้วไม่พอใจสูงถึง 57.6%
งานนี้สอบตก แบบไม่ต้องสืบ
แต่ถึงยังไงประเทศชาติก็ต้องเดินหน้าไปต่อ สมการอำนาจว่ากันด้วยตัวเลข
ตามที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ แม่ทัพภาคใต้สีน้ำเงิน เน้นว่า “ตัวเลขที่เหมาะสมอยู่ที่ใกล้เคียงจำนวน 300 เก้าอี้”
ต้องดูอะไรที่จะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพในการทำงานต่อ ถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด… ไม่จำเป็นต้องดูรายชื่อพรรคการเมืองที่จะเข้าร่วม มองว่าไม่ใช่ข้อจำกัด เพราะสุดท้ายต้องมาดูในเรื่องของนโยบายที่ใช้ในการหาเสียงของแต่ละพรรคเป็นอย่างไร มีที่ขัดแย้งกับภูมิใจไทยหรือไม่ หากไม่ขัดแย้ง ก็จะคุยและหารือ
ชัดเจนว่า หน้าตาครม.จะกระดำกระด่างบ้าง ก็ไม่เป็นไร
ดังนั้นสูตรการจัดตั้งรัฐบาล ที่พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ มีสารตั้งต้นอยู่แล้ว 193 เสียง พรรคที่น่าจะดึงมาจับขั้วด้วยที่สุดน่าจะเป็น พรรคเพื่อไทย 74 เสียง เลยเพดานไปที่ 267 เสียง
อยู่ที่ว่าพรรคที่ 3 ที่จะเอามาเติมคือพรรคไหน ระหว่าง ประชาธิปัตย์ 22 เสียง หรือ กล้าธรรม 58 เสียง ถ้าเป็นสูตร ภูมิใจไทย-เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์ ก็ 289 เสียง ปริ่มๆจะ 300 แล้ว
หรืออีกสูตร ภูมิใจไทย-เพื่อไทย-กล้าธรรม ก็ทะลุเพดานไปไกลโพ้น 325 เสียง
โควตารัฐมนตรี คือตัวชี้ขาด..!
ยังมีความท้าทายที่รอ รัฐบาลชุดใหม่อยู่ นอกจากสารพัดนโยบาย“ภูมิใจไทยพลัส” ทั้ง คนละครึ่งพลัส, บัตรสวัสดิการแห่งรัฐพลัส, เศรษฐกิจโต จีดีพี 3% พลัส, ค่าไฟต่ำ 3 บาท/หน่วย, กองทุนภัยพิบัติ, สร้างกำแพงชายแดน, ทหารอาสา 1 แสนอัตรา, พยาบาลอาสา 1 แสนอัตรา, Barter Trading และเรียนฟรีต้องมีจริง
ที่รัฐบาล “อนุทิน 2” ต้องถูกทวงถามจากชาวบ้านแน่ๆ ยังมีแรงกดดันจากปัญหา ภูมิรัฐศาสตร์โลก หรือ Geopolitics 2026 ที่สถานการณ์โลกตกอยู่ในภาวะ “The Might is Right” ผู้เข้มแข็งคือผู้กำหนดกฎเกณฑ์
ระเบียบเศรษฐกิจใหม่ หรือ “ระเบียบโลกใหม่” ที่มี จีน-อินเดีย เป็นตัวแปรสำคัญของ อียู รวมไปถึงปัญหาเก่าที่ยังไม่สะเด็ดน้ำ นโยบายทรัมป์ + มาตรการกำแพงภาษี
ที่สำคัญ คือการแก้รัฐธรรมนูญ ที่ผ่านประชามติมาถึง 19.8 ล้านเสียง ขืนรัฐบาลสีน้ำเงินเล่นแง่เบี้ยวอีก การเมืองมีเดือดทะลุปรอทอีกรอบแน่
พลังน้ำเงินเหมือนจะ Full Power แต่ก็มีความเปราะบางในตัว

