เปิดโหมดเร่งเครื่องจัดตั้งรัฐบาล
จังหวะกดไฟเขียวคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ใช้เวลา 17วัน รับรองสส.เขต ลอตแรก 396 คน จากกำหนดเวลาเต็ม 60วัน และจ่อรับรองสส.บัญชีรายชื่อ อีก100คน ในสัปดาห์นี้ เติมเต็มการรับรองสส.ให้ครบ 95% หรือ 475 คน จาก 500 คน
เร่งสปีดปล่อยผีผลเลือกตั้ง รับรองไปก่อนแล้วค่อยไปยื่นให้ศาลสอยภายหลัง หากพบหลักฐานทุจริต ไม่สนจะมีการร้องเรียนความไม่โปร่งใสในการเลือกตั้งหลายพื้นที่คาราคาซังอยู่หรือไม่
เหยียบมิดคันเร่ง ร่นเวลารับรองสส.แบบไม่มีปี่ ไม่มีขลุ่ย จนสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรตระเตรียม
สถานที่รับรายงานตัวสส.แทบจะไม่ทัน ต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ เตรียมพื้นที่กันข้ามวันข้ามคืน
กกต.ลุยไฟร่วมกระชับกระบวนการเร่งตั้งรัฐบาล ตามจังหวะที่รัฐบาลภูมิใจไทยกำลังลุยปิดกล่อง ร่นขั้นตอนทางกฎหมายในสภาฯ เดินหน้าโหวต “นายกฯหนู”อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คัมแบ็กเป็นนายกรัฐมนตรีให้เร็วที่สุด
วางโปรแกรมเปิดประชุมสภาผู้แทน ราษฎรนัดแรกไม่เกินกลางเดือนมี.ค. เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร สัปดาห์ต่อไปโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และจัดโผครม.ให้ลงล็อก ปิดท้ายด้วยการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อนับหนึ่งบริหารราชการแผ่นดินอย่างเป็นทางการเดือนเม.ย. ให้ทันฉลองปีใหม่ไทย
เร่งรัดทุกพิธีกรรมในสภาฯ ปิดจ๊อบการตั้งรัฐบาลเร็วที่สุด การันตีสถานะรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพแข็งแกร่ง มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดินเต็มตัว เพื่อสร้างภูมิต้านทานให้ตัวเอง
อาการลนลานค่ายสีน้ำเงินต้องรีบทำคลอดรัฐบาลก่อนกำหนด
ชิงตัดหน้าก่อนที่ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จะมีคำสั่งใดๆออกมา จนเป็นอุปสรรคขัดขวางการตั้งรัฐบาล ตามที่มีผู้ไปยื่นเรื่องให้วินิจฉัยประเด็นบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ทำให้การกาบัตรไม่เป็นความลับ เสี่ยงโดนล้มโต๊ะ เลือกตั้งเป็นโมฆะ
สถานการณ์ที่โจทย์ยาก “นายกฯหนู”ไม่ได้อยู่ที่การจัดขั้วฟอร์มทีมรัฐบาล ในยามที่มีแต้มต่อแน่นปึ้ก ป็นพรรคอันดับ1 มีต้นทุนสส.ตัวเอง 192ที่นั่ง และยังรวบรวมเสียงสส.ใกล้แตะ 300เสียง สามารถขี่คอพรรคเพื่อไทยไม่ให้ยื่นเงื่อนไขโก่งราคา ต่อรองเก้าอี้ครม.เกินความจริง
แต้มต่ออำนาจภูมิใจไทยสูงลิบ อยู่เหนือทุกพรรคร่วมรัฐบาล สะกดทั้งพรรคเพื่อไทยต้องอยู่นิ่งๆ หรือชี้ชะตาพรรคกล้าธรรมจะได้ตั๋วร่วมรัฐบาลในนาทีสุดท้ายหรือไม่
แต่โจทย์หินจริงๆอยู่ที่การบริหารราชการแผ่นดินหลังจากนี้ที่เต็มไปด้วยด่านวิบากมากมาย ทั้งจากสถานการณ์เศรษฐกิจระหว่างประเทศ และปมปัญหาปากท้องประชาชนในประเทศที่รอให้แก้ไข
ล่าสุดสถานการณ์ความตึงเครียดการสู้รบดินแดนอาหรับ ยกระดับทวีความรุนแรง สหรัฐฯ-อิหร่าน ยังซัดกันไม่หยุด
บททดสอบแรกที่หนักหน่วงของรัฐบาลใหม่ โจทย์ใหญ่วิกฤติพลังงานรอให้แก้ไข แนวโน้มราคาน้ำมันพุ่งทะลุเพดานหากความขัดแย้งลุกลาม จนช่องแคบฮอร์มุซถูกปิด กระทบต่อการขนส่งน้ำมันดิบกว่า60% ที่ไทยนำเข้าจากตะวันออกกลาง
ต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งจ่อเพิ่มสูงขึ้น พาลกระทบราคาสินค้าอื่นๆพุ่งกระฉูดตามต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น
ไหนจะเรื่องการวางแผนอพยพคนไทยต่างแดนที่อยู่ในสมรภูมิสู้รบ ที่รัฐบาลใหม่จะต้องเตรียมการรับมือให้ดี
รัฐบาลภูมิใจไทยแบกรับโจทย์หิน รับมือราคาน้ำมันโลกผันผวน ที่พร้อมฟาดงวงฟาดงา เกิดโดมิโนเอฟเฟกต์ทำค่าครองชีพต่างๆพุ่งทั่วโลก รัฐบาลจำเป็นต้องหาเงินมาพยุงกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง จากเดิมที่มีภาระหนี้สะสมสูงอยู่แล้ว
ภาวะผันผวนเศรษฐกิจโลกจากไฟสงครามที่มีผลพวงมากระทบต่อเงินในกระเป๋าประชาชน
โจทย์ใหญ่บริหารขับเคลื่อนตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงวิกฤติภัยสงครามโลก เป็นเรื่องยากแล้ว แต่บริหารอารมณ์ประชาชนเป็นเรื่องยากกว่า

