นอนมาใสๆ “เสี่ยหนู” อนุทิน ชาญวีรกูล เบิ้ลเก้าอี้นายกฯรอบสอง แบบไม่ต้องมีพระนำ
ไทม์ไลน์ถัดไปคือ การฟอร์มครม. นำรายชื่อคณะรัฐมนตรีขึ้นทูลเกล้าฯ คาดว่าไม่เกินต้นเดือน เม.ย. ครม.ชุดใหม่จะได้เข้าเฝ้าถวายสัตย์ปฏิญาณตน เพื่อปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการต่อไป
จะมีคิวแทรกหน่อยก็ตรง บวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย รัฐบาลรักษาการ กางตำราเลกเชอร์กันกลางวงครม. แจงไทม์ไลน์การจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ จะมีอยู่ 2 รูปแบบ
คือ รูปแบบปกติ หลังโหวตนายกฯในวันที่ 19 มี.ค. จะมีการนำรายชื่อนายกฯขึ้นทูลเกล้าฯถวาย และหลังจากมีพระบรมโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายกฯแล้ว จากนั้นจะมีการตรวจสอบประวัติและคุณสมบัติผู้ถูกเสนอชื่อเป็นรัฐมนตรี แม้จะเป็นรัฐมนตรีคนเดิมแต่ก็ยังต้องยืนยันคุณสมบัติอีกครั้ง หลังจากนั้นจะมีการนำรายชื่อ ครม.ชุดใหม่ ขึ้นทูลเกล้าฯ คาดว่าจะได้ ครม.ชุดใหม่ ในช่วงวันที่ 10-11 เม.ย. หรืออย่างช้าไม่เกิน 16 เม.ย.นี้
ส่วนรูปแบบที่ 2 เนติบริกร-บวรศักดิ์ อธิบายว่า ในช่วงสถานการณ์วิกฤติฉุกเฉินด้านพลังงานแบบนี้ ไม่ใช่ภาวะปกติ ผลพวงจากสงครามในย่านตะวันออกกลาง สามารถนำมาตรา 161 วรรค 3 ของรัฐธรรมนูญ มาใช้ โดยในการทูลเกล้าฯ ครม.ชุดใหม่ จะมีการขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อให้ ครม.มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศเพื่อแก้วิกฤติ แม้จะยังไม่มีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาก็ตาม ซึ่งจะทำการทำงานของ ครม.ชุดใหม่ มีอำนาจเต็มรวดเร็วขึ้น
แต่ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบไหน โฉมหน้าครม. ก็คงไม่ต่างไปจากที่สื่อนำเสนอมาซักเท่าไหร่ ก้าวข้ามชุดดรีมทีมรัฐบาลสีน้ำเงิน “เอกนิติ-ศุภจี-สีหศักดิ์” ไปได้เลย
เพราะเก้าอี้ที่จะชี้เป็นชี้ตาย “รัฐบาลหนู 2” อีก 1 ตำแหน่ง คือ รมว.พลังงาน ชื่อที่ยังเหนียวแน่น “เสี่ยขิง” เอกณัฏ พร้อมพันธุ์ จะมารับไม้ต่อจาก “เสี่ยโด่ง” อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์
“รมต.ขิง” ไม่ใช่พวกยังบลัด-เลือดใหม่แบบ “แก๊งลูกเทพ” แต่ก็ไม่ใช่พวกหน้าเก่าลายคราม ดีกรีอยู่ในช่วงกลางเก่า-กลางใหม่ ต้องถูกทดสอบหนักว่า จะเข้ามาดูแลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ หรือเอาแต่รักษาผลประโยชน์ของ เจ้าพ่อ-เจ้าแม่พลังงานน้ำมัน
และวันนี้ก็พิสูจน์แล้วว่า ขนาดรองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ มือ 1 ด้านพลังงานรัฐบาลสีน้ำเงิน ที่นายกฯหนู ให้ความไว้เนื้อเชื่อใจเป็นอย่างมาก ยังเอาไม่อยู่
ตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง ฝ่ายบริหารรับรู้รับทราบสถานการณ์มาโดยตลอด ตั้ง ศบก.ขึ้นมาติดตาม เรียกประชุมกันทุกวัน แต่ทำอีท่าไหนถึงปล่อยให้ น้ำมันดีเซล หายไปจากสารบบตลาดการค้าน้ำมันเสรี ทั้งที่น้ำมันดีเซลคือต้นทุนพลังงาน เป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจฐานราก แต่ดันมาขาดแคลนเอาช่วงเข้าด้ายเข้าเข็มแบบนี้
แล้วจะไม่ให้ประชาชน แพนิก ตื่นวิตกได้อย่างไร
ขณะที่น้ำมันเบนซิน จำกัดการเติมได้ไม่เกิน 500 บาทต่อคัน ประชาชนต่อแถวกันยาวเหยียดเป็นกิโล สุดท้ายต้องผิดหวังกลับบ้าน
รมต.อรรถพล ยกข้ออ้าง ปัญหาเกิดจากการขนส่ง รถที่ใช้ขนส่งต้องมีลักษณะจำเพาะ แต่เมื่อประชาชนแตกตื่นไปเติมน้ำมัน ยอดขายพุ่งขึ้น 2 เท่า ทำให้เกิดปัญหาจัดส่งน้ำมันไม่ทัน
มันฟังขึ้นเหรอ หรือบริหารจัดการกันห่วยเอง
สำคัญที่สุดคือ แก๊งกักตุนตักตวงผลประโยชน์จากส่วนต่างราคาน้ำมัน ฟาดกันสะดือปลิ้น
เป็นอีก 1 สถานการณ์ ที่ชี้ให้เห็นว่า “มือไม่ถึง” พอเจอห้วงวิกฤติทีไร องคาพยพขั้วอำนาจสีน้ำเงินไปไม่เป็นทุกที
จับไต๋ เนติบริกร-บวรศักดิ์ โยนหินมาถามทาง กับโมเดลที่สอง คือการขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย เพื่อให้ ครม.มีอำนาจเต็มในการบริหารประเทศเพื่อแก้วิกฤติ แม้จะยังไม่มีการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาก็ตาม ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 วรรค 3
หัวใจสำคัญ คือ การออกพ.ร.ก. หรือพ.ร.บ.กู้เงิน ซึ่งจะมีวงเงินไม่ต่ำกว่าแสนล้าน เพื่อมาโปะคืนกองทุนน้ำมันนั้น
รัฐบาลเลือกแนวทางก่อหนี้สาธารณะ โยนภาวะให้ประชาชน แทนการตัดรอนผลประโยชน์กลุ่มทุนพลังงาน
ปมนี้น่าจะเป็น 1 ใน เรคคอร์ดฝ่ายค้าน พรรคประชาชน ที่จะนำมาชำแหละหากมีการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ
พวกต่อหน้าอย่าง ลับหลังอย่าง พูดอย่าง ทำอีกอย่าง จะไว้ใจได้ก๋าาา..

