ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและญี่ปุ่นตึงเครียดขึ้นอีกขั้น หลังรัฐบาลปักกิ่งประกาศห้ามส่งออกแร่หายากและสินค้าที่ใช้ได้สองทางไปยังญี่ปุ่น โดยมีผลบังคับใช้ทันที เพื่อตอบโต้คำกล่าวของ ซานาเอะ ทาคาอิชิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ที่แสดงท่าทีเกี่ยวกับไต้หวันซึ่งจีนมองว่าเป็นการแทรกแซงกิจการภายในและละเมิดหลักการจีนเดียว มาตรการดังกล่าวไม่เพียงกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมไฮเทคของญี่ปุ่น แต่ยังสะท้อนการใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเป็นแรงกดดันทางการเมือง ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
จีนประกาศคุมเข้มการส่งออก ตอบโต้ท่าทีญี่ปุ่นเรื่องไต้หวัน
กระทรวงพาณิชย์จีนออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 สั่งห้ามการส่งออกสินค้าบางประเภทไปยังญี่ปุ่น โดยให้เหตุผลว่าคำพูดของ ซานาเอะ ทาคาอิชิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เกี่ยวกับสถานการณ์ไต้หวัน เป็นถ้อยแถลงที่ “ผิดพลาดอย่างร้ายแรง” และกระทบต่ออธิปไตยของจีน
จีนย้ำว่าประเด็นไต้หวันเป็นกิจการภายใน และการแสดงท่าทีสนับสนุนหรือส่งสัญญาณทางทหารจากต่างชาติถือเป็นการละเมิดหลักการจีนเดียว ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของนโยบายต่างประเทศปักกิ่ง
แร่หายากและสินค้าสองทาง จุดเปราะบางของอุตสาหกรรมญี่ปุ่น
แม้จีนจะยังไม่เปิดเผยรายการสินค้าที่ถูกห้ามส่งออกอย่างเป็นทางการ แต่จากบัญชีสินค้าที่ใช้ได้สองทาง หรือ Dual-use items ที่เผยแพร่ก่อนหน้านี้ ครอบคลุมตั้งแต่แร่หายาก อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ชิ้นส่วนอวกาศและการบิน โดรน ไปจนถึงเทคโนโลยีนิวเคลียร์
แร่หายากถือเป็นวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมญี่ปุ่น ทั้งในภาคยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ และการป้องกันประเทศ โดยเฉพาะการผลิตอาวุธขั้นสูงอย่าง เครื่องบินรบ F-35 ซึ่งพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจากจีนในสัดส่วนสูง
ญี่ปุ่นพึ่งพาจีนสูง เสี่ยงสะเทือนเศรษฐกิจ
ข้อมูลจากกระทรวงการคลังญี่ปุ่นระบุว่า ในปี 2567 ญี่ปุ่นนำเข้าแร่หายากจากจีนถึงร้อยละ 63 สะท้อนความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง หากการห้ามส่งออกครั้งนี้ขยายวงหรือยืดเยื้อ อาจส่งผลให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นักวิเคราะห์มองว่า มาตรการของจีนอาจสร้างแรงกดดันต่อภาคอุตสาหกรรมไฮเทคและการส่งออก ซึ่งเป็นเสาหลักของเศรษฐกิจญี่ปุ่นในช่วงที่การฟื้นตัวยังเปราะบาง

คำพูด “ทาคาอิชิ” จุดชนวนความขัดแย้งรอบใหม่
ชนวนของความตึงเครียดครั้งนี้เกิดจากคำปราศรัยของ ซานาเอะ ทาคาอิชิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในรัฐสภาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งระบุว่าการใช้กำลังกับไต้หวันของจีนจะเป็น “ภัยคุกคามต่อการอยู่รอดของญี่ปุ่น” และอาจนำไปสู่การตอบโต้ทางทหาร
พรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งอ้างสิทธิ์เหนือไต้หวัน มองถ้อยแถลงดังกล่าวเป็นการท้าทายอธิปไตยและบ่อนทำลายเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างร้ายแรง
จีนใช้มาตรการเศรษฐกิจ กดดันทางการเมือง
นอกจากการควบคุมการส่งออก จีนยังลดเที่ยวบินระหว่างสองประเทศ เตือนพลเมืองจีนหลีกเลี่ยงการท่องเที่ยวและศึกษาต่อในญี่ปุ่น รวมถึงระงับนำเข้าอาหารทะเลจากญี่ปุ่น ซึ่งล้วนเป็นภาคส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจโตเกียว
ล่าสุด ปักกิ่งยังประกาศสอบสวนการทุ่มตลาดสารเคมี “ไดคลอโรซิเลน” จากญี่ปุ่น ซึ่งเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ สะท้อนการใช้เครื่องมือทางการค้าอย่างเป็นระบบ
บทเรียนปี 2553 และความเสี่ยงต่อภูมิรัฐศาสตร์เอเชีย
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่จีนใช้แร่หายากเป็นอาวุธทางการเมือง ในปี 2553 ปักกิ่งเคยจำกัดการส่งออกแร่หายากหลังเกิดข้อพิพาทหมู่เกาะเซ็นกาคุกับญี่ปุ่น เหตุการณ์ดังกล่าวยังคงเป็นบทเรียนสำคัญของโตเกียว
นักวิเคราะห์มองว่าความเคลื่อนไหวครั้งนี้อาจทดสอบบทบาทของญี่ปุ่นในฐานะพันธมิตรหลักของสหรัฐฯ และอาจเร่งให้ประเทศในอินโด-แปซิฟิกกระชับความร่วมมือเพื่อลดการพึ่งพาจีนในระยะยาว
ญี่ปุ่นกระจายความเสี่ยง แต่ผลกระทบยังน่าจับตา
รัฐบาลญี่ปุ่นยืนยันว่าได้เริ่มลงทุนในแหล่งแร่หายากทางเลือก เช่น ออสเตรเลียและเวียดนาม เพื่อลดความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ อย่างไรก็ตาม มาตรการห้ามส่งออกของจีนในระยะสั้นยังอาจสร้างแรงกดดันต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569
กระทรวงการต่างประเทศญี่ปุ่นออกแถลงการณ์ประท้วงอย่างเป็นทางการ พร้อมระบุว่าจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และประเมินแนวทางตอบสนองที่เหมาะสมต่อไป


