สถานการณ์การประท้วงในประเทศอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง เมื่อกลุ่มสิทธิมนุษยชนระบุว่ากองกำลังความมั่นคงใช้อาวุธปืนยิงใส่ผู้ชุมนุม ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ราย ระหว่างการประท้วงต่อต้านภาวะเศรษฐกิจตกต่ำซึ่งปะทุขึ้นตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม 2568 การชุมนุมเกิดขึ้นในหลายเมืองทั่วประเทศ รวมถึงกรุงเตหะรานและเมืองสำคัญ ขณะที่รัฐบาลอิหร่านภายใต้การนำของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี เผชิญแรงกดดันรอบด้าน ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ออกโรงสนับสนุนผู้ประท้วง พร้อมขู่ใช่มาตรการรุนแรงหากมีการเข่นฆ่าประชาชน
ปราบปรามเดือด ยอดผู้เสียชีวิตพุ่ง ท่ามกลางข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิ
องค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งกล่าวหากองกำลังความมั่นคงของอิหร่านว่าใช้กระสุนจริงเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนที่ออกมาเรียกร้องปัญหาปากท้องและค่าเงินเรียลที่อ่อนค่ารุนแรง รายงานจากสื่อท้องถิ่นและแหล่งข่าวทางการระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 21 ราย นับตั้งแต่เหตุไม่สงบเริ่มต้นขึ้น โดยมีทั้งผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่รัฐรวมอยู่ด้วย
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขจากองค์กร Iran Human Rights ซึ่งเป็นเอ็นจีโอที่มีสำนักงานในประเทศนอร์เวย์ ระบุว่ายอดผู้เสียชีวิตอาจสูงถึงอย่างน้อย 45 ราย ในจำนวนนี้เป็นเยาวชน 8 คน โดยวันพุธที่ 7 มกราคม ถูกระบุว่าเป็นวันที่นองเลือดที่สุด นับตั้งแต่การประท้วงเริ่มต้น สะท้อนความรุนแรงที่ทวีระดับอย่างรวดเร็ว
การประท้วงลุกลามทั่วประเทศ อินเทอร์เน็ตถูกตัดสัญญาณ
การเคลื่อนไหวของผู้ประท้วงเริ่มต้นจากการปิดตลาดบาซาร์ในกรุงเตหะราน เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม หลังค่าเงินเรียลดำดิ่งแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนจะขยายวงไปยังหลายจังหวัดทั่วประเทศ จนกลายเป็นการชุมนุมขนาดใหญ่ที่สุดในรอบเกือบสองสัปดาห์
วิดีโอจากสื่อสังคมออนไลน์เผยให้เห็นฝูงชนจำนวนมากรวมตัวกันในกรุงเตหะราน รวมถึงเมืองอบาดาน ทางตะวันตกของประเทศ ขณะเดียวกันองค์กรเฝ้าระวังด้านดิจิทัลรายงานว่า การเข้าถึงอินเทอร์เน็ตในหลายพื้นที่ถูกตัดหรือจำกัดอย่างหนัก ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามของรัฐในการสกัดกั้นการสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูลออกสู่ภายนอก

ทรัมป์หนุนผู้ชุมนุม ขู่ใช้มาตรการหนักกับเตหะราน
ด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ออกแถลงการณ์ในวันเดียวกัน เตือนรัฐบาลอิหร่านอย่างแข็งกร้าวว่า หากเจ้าหน้าที่เริ่ม “เข่นฆ่าประชาชน” สหรัฐฯ จะตอบโต้ด้วยมาตรการที่ “รุนแรงอย่างยิ่ง” พร้อมแสดงจุดยืนสนับสนุนสิทธิในการชุมนุมของประชาชนอิหร่าน
ท่าทีดังกล่าวสะท้อนความตึงเครียดระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานที่ดำเนินมายาวนาน โดยเฉพาะในบริบทที่อิหร่านกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจจากการคว่ำบาตรระหว่างประเทศ และความเสียหายจากความขัดแย้งกับอิสราเอลเมื่อกลางปีที่ผ่านมา
รัฐบาลอิหร่านขออดกลั้น ขณะเสียงต่อต้านผู้นำศาสนาดังกระหึ่ม
ประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน แห่งอิหร่าน ออกมาเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ใช้ “ความอดทนอดกลั้นอย่างที่สุด” และหลีกเลี่ยงความรุนแรงหรือการบีบบังคับต่อผู้ชุมนุม แม้สถานการณ์ภาคสนามจะยังคงตึงเครียดและยากต่อการควบคุม
ขณะเดียวกัน ผู้ประท้วงจำนวนมากตะโกนคำขวัญโจมตีผู้นำทางศาสนา รวมถึงการเรียกร้องให้โค่นล้ม อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี และกล่าวถึงการกลับมาของราชวงศ์ปาห์ลาวี โดยการประท้วงยังขยายเข้าสู่มหาวิทยาลัยหลายแห่ง ส่งผลให้สถาบันการศึกษาบางแห่งในกรุงเตหะรานต้องเลื่อนการสอบออกไป ท่ามกลางบรรยากาศความไม่แน่นอนทางการเมือง


