ดับแล้ว 648 ศพ เหตุประท้วงอิหร่านลุกลาม รัฐจัดชุมนุมหนุนรัฐบาลตอบโต้ผู้ชุมนุม

สถานการณ์ประท้วงในอิหร่านทวีความรุนแรงต่อเนื่อง หลังกลุ่มสิทธิมนุษยชนเปิดเผยยอดผู้เสียชีวิตจากการปราบปรามเพิ่มเป็นอย่างน้อย 648 ศพ นับตั้งแต่การชุมนุมเริ่มขึ้นปลายเดือนธันวาคม 2568 ท่ามกลางความไม่พอใจด้านเศรษฐกิจและการเมือง ขณะที่รัฐบาลเตหะรานพยายามควบคุมสถานการณ์ด้วยการจัดการชุมนุมใหญ่ของฝ่ายสนับสนุนทั่วประเทศ พร้อมส่งสัญญาณแข็งกร้าวต่อแรงกดดันจากนานาชาติ และย้ำจุดยืนพร้อมทั้งเจรจาและเผชิญหน้าหากถูกคุกคาม

กลุ่มสิทธิเผยยอดผู้เสียชีวิตพุ่ง จับกุมกว่า 1 หมื่นราย

องค์กรสิทธิมนุษยชนอิหร่าน (IHR) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่อยู่ในประเทศนอร์เวย์ รายงานเมื่อวันที่ 12 มกราคม 2569 ว่า การปราบปรามการประท้วงของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 648 ศพ และมีผู้ถูกจับกุมราว 10,000 คน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การประท้วงปะทุขึ้นทั่วประเทศ

IHR ระบุเพิ่มเติมว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตมีเยาวชนอย่างน้อย 9 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บอีกหลายพันคน พร้อมเตือนว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านี้มาก เนื่องจากยังมีรายงานไม่เป็นทางการที่ประเมินยอดผู้เสียชีวิตอาจพุ่งถึงหลายพันศพ แต่ยังไม่สามารถตรวจสอบยืนยันได้อย่างอิสระ

ปิดอินเทอร์เน็ตถูกมองปกปิดความรุนแรง

รายงานของ IHR ชี้ว่า การปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตซึ่งดำเนินมาหลายวัน มีเป้าหมายเพื่อลดการเผยแพร่ข้อมูลและภาพเหตุการณ์นองเลือดออกสู่สายตานานาชาติ ส่งผลให้การยืนยันข้อมูลผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บทำได้ยากยิ่งขึ้น

ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนมองว่า มาตรการดังกล่าวสะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการควบคุมการรับรู้ของสาธารณชน ทั้งในและนอกประเทศ ท่ามกลางแรงกดดันจากองค์กรระหว่างประเทศที่เรียกร้องให้อิหร่านยุติการใช้ความรุนแรงต่อผู้ชุมนุม

ประท้วงเริ่มจากเศรษฐกิจ ลุกลามสู่การเมือง

การชุมนุมในอิหร่านเริ่มต้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2568 จากความไม่พอใจต่อภาวะเศรษฐกิจ ค่าเงินอ่อนตัว และค่าครองชีพที่พุ่งสูง ก่อนจะขยายตัวเป็นการประท้วงต่อต้านรัฐบาลและโครงสร้างการปกครองที่ดำรงอยู่มาตั้งแต่การปฏิวัติอิสลามปี 2522

ผู้ประท้วงในหลายเมืองเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางการเมือง ขณะที่รัฐบาลมองว่าการเคลื่อนไหวดังกล่าวเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ และเชื่อมโยงกับอิทธิพลจากต่างประเทศ

รัฐบาลจัดชุมนุมหนุน เตหะรานส่งสัญญาณแข็งกร้าว

เพื่อตอบโต้กระแสต่อต้าน รัฐบาลอิหร่านได้เรียกร้องให้ผู้สนับสนุนออกมาชุมนุมทั่วประเทศ โดยในกรุงเตหะรานมีประชาชนจำนวนมากรวมตัวฟังการปราศรัยของแกนนำฝ่ายรัฐบาล พร้อมชูป้ายต่อต้านสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล

โมฮัมหมัด บาเคอร์ กาลิบัฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวปราศรัยว่า ประเทศกำลังเผชิญ “สงครามสี่ด้าน” ทั้งสงครามเศรษฐกิจ สงครามจิตวิทยา สงครามทางทหารกับสหรัฐฯ และอิสราเอล รวมถึงการต่อสู้กับสิ่งที่เขาเรียกว่า “ผู้ก่อการร้าย” ซึ่งหมายถึงกลุ่มผู้ประท้วง

สัญญาณตึงเครียดระหว่างประเทศ พร้อมรบแต่ไม่ปิดประตูเจรจา

กาลิบัฟยังย้ำว่า หากอิหร่านถูกโจมตี กองทัพจะมอบ “บทเรียนที่ยากจะลืมเลือน” ให้แก่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ หลังทรัมป์ออกมาอ้างว่า ผู้นำอิหร่านได้ติดต่อขอเจรจา ภายหลังเขาขู่ใช้กำลังทหารหากการปราบปรามยังดำเนินต่อไป

ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน กล่าวต่อที่ประชุมเอกอัครราชทูตในกรุงเตหะรานว่า อิหร่านไม่ต้องการทำสงคราม แต่มีความพร้อมเต็มที่หากจำเป็น พร้อมย้ำว่าการเจรจาใดๆ ต้องตั้งอยู่บนหลักความยุติธรรม ความเท่าเทียม และการเคารพซึ่งกันและกัน

ศาลอาญารับคดี “เบน สมิธ” ฟ้อง “รังสิมันต์ โรม” หมิ่นฯ กล่าวหาโยงแก๊งสแกมเมอร์

ค่ายส้มปักธง เข้าสู่อำนาจรัฐ