ผู้นำจอร์แดนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ออกแถลงการณ์ย้ำชัดว่า ชาติอาหรับไม่ได้มีส่วนร่วมในความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน ที่เริ่มปะทุตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 พร้อมประณามการโจมตีของอิหร่านต่อประเทศของตน โดยการหารือเกิดขึ้นที่กรุงอาบูดาบี เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง ทั้งสองประเทศยืนยันเดินหน้าใช้แนวทางการทูตเพื่อควบคุมวิกฤตและป้องกันการลุกลามในภูมิภาค
ย้ำจุดยืนชาติอาหรับ ไม่ใช่คู่ขัดแย้งในสงคราม
รายงานจากสื่อระหว่างประเทศระบุว่า เชค มุฮัมหมัด บิน ซายิด อัล นาห์ยาน ประธานาธิบดีแห่ง UAE และ สมเด็จพระราชาธิบดีอับดุลลาห์แห่งจอร์แดน เห็นพ้องกันว่าประเทศในกลุ่มอาหรับ รวมถึงสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมืออ่าวเปอร์เซีย หรือ GCC ไม่ได้เป็นผู้เริ่มต้นหรือเข้าร่วมในความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่
ทั้งสองผู้นำย้ำว่า บทบาทของชาติอาหรับในเวลานี้คือการลดระดับความตึงเครียด และป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามเป็นสงครามในวงกว้าง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของภูมิภาคและเศรษฐกิจโลกในระยะยาว
จุดยืนดังกล่าวสะท้อนท่าทีระมัดระวังของประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลาง ที่พยายามหลีกเลี่ยงการถูกดึงเข้าสู่ความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจและอิหร่าน
ประณามอิหร่าน ละเมิดอธิปไตย-กฎหมายระหว่างประเทศ
ผู้นำทั้งสองประเทศยังได้ออกมาประณามการโจมตีล่าสุดของอิหร่าน โดยระบุว่าเป็นการกระทำที่ละเมิดอธิปไตยของรัฐ และขัดต่อหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
แถลงการณ์ร่วมชี้ว่า การดำเนินการทางทหารของอิหร่านในช่วงที่ผ่านมา ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อประเทศเป้าหมาย แต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของภูมิภาคและสันติภาพของโลกโดยรวม
ในบริบทนี้ คำว่า “อธิปไตย” หมายถึงสิทธิของรัฐในการปกครองตนเองโดยปราศจากการแทรกแซงจากภายนอก ซึ่งถือเป็นหลักการพื้นฐานในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
หารือที่อาบูดาบี เร่งหาทางหยุดยั้งการยกระดับความรุนแรง
การแสดงจุดยืนดังกล่าวเกิดขึ้นระหว่างการประชุมระดับผู้นำที่กรุงอาบูดาบี ซึ่งจัดขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคตะวันออกกลาง
ทั้งสองฝ่ายแสดงความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น ทั้งด้านความมั่นคง พลังงาน และเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความเสี่ยงที่ความขัดแย้งจะขยายวงกว้างจนควบคุมได้ยาก
การหารือยังครอบคลุมถึงแนวทางการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศอาหรับ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินและเสริมสร้างเสถียรภาพในภูมิภาค
เน้นการทูต-การเจรจา ทางออกลดความตึงเครียด
ผู้นำจอร์แดนและ UAE เน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการยุติการยกระดับทางทหาร พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันกลับมาใช้การเจรจาและการทูตเป็นเครื่องมือหลักในการแก้ไขความขัดแย้ง
แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการสากลที่ให้ความสำคัญกับการแก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี เพื่อลดความสูญเสียทั้งด้านชีวิตและเศรษฐกิจ
ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมองว่า การส่งสัญญาณเช่นนี้จากผู้นำอาหรับ อาจช่วยลดแรงกดดันและเปิดช่องทางให้เกิดการเจรจาระหว่างฝ่ายที่เกี่ยวข้องในอนาคต


