อิหร่าน ออกมาปฏิเสธข้อเสนอของ สหรัฐฯ อีกครั้งเมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2569 โดยยืนยันว่าไม่มีแผนเจรจาโดยตรง พร้อมชี้ว่าข้อเรียกร้องจากวอชิงตัน “เกินความเป็นจริงและไร้เหตุผล” ท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงยกระดับ ขณะที่ผู้นำอียิปต์เรียกร้องให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ยุติสงคราม ด้านทำเนียบขาวยังไม่ปิดทางเลือกใช้กำลังภาคพื้นดิน สะท้อนสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย
อิหร่านย้ำจุดยืน ปัดเจรจาตรงกับสหรัฐฯ
อิสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลเตหะรานยังคงไม่เห็นด้วยกับการเจรจาโดยตรงกับสหรัฐฯ โดยมองว่าข้อเสนอและเงื่อนไขที่อีกฝ่ายยื่นมานั้นไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และไม่สามารถนำไปสู่ทางออกที่เป็นธรรมได้
ท่าทีดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางนโยบายต่างประเทศของอิหร่านที่เน้นการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์แห่งชาติ โดยเฉพาะในบริบทความขัดแย้งกับชาติตะวันตกที่ยืดเยื้อมายาวนาน ซึ่งทำให้ความเชื่อมั่นระหว่างสองฝ่ายอยู่ในระดับต่ำ
ขณะเดียวกัน มาซูด เปเซชเคียน ประธานาธิบดีอิหร่าน ย้ำว่า การตัดสินใจใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการยุติความขัดแย้งกับสหรัฐฯ และอิสราเอล จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ
อียิปต์เร่งบทบาทกลาง เรียกร้อง “ทรัมป์” หยุดสงคราม
ด้าน อับเดล ฟัตตาห์ อัล-ซิซี ประธานาธิบดีอียิปต์ ออกมาเรียกร้องให้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยุติการเผชิญหน้าทางทหารกับอิหร่าน โดยระบุว่าผู้นำสหรัฐฯ เป็นบุคคลสำคัญที่สามารถลดระดับความตึงเครียดได้
ผู้นำอียิปต์ยังเตือนถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความเป็นไปได้ที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอาจพุ่งสูงเกิน 200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล หากสถานการณ์บานปลาย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกในวงกว้าง
ในช่วงที่ผ่านมา อียิปต์ได้พยายามมีบทบาททางการทูตมากขึ้น โดยส่งผู้แทนเข้าร่วมการหารือหลายฝ่ายในภูมิภาค รวมถึงการประชุมที่ปากีสถาน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อปูทางสู่การเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในอนาคต
ทำเนียบขาวไม่ปิดทางเลือก ใช้กำลังภาคพื้นดิน
ขณะที่ฝั่งสหรัฐฯ แคโรไลน์ ลีวิตต์ โฆษกทำเนียบขาว เปิดเผยว่า ผู้นำสหรัฐฯ ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ในการส่งกำลังภาคพื้นดินเข้าสู่พื้นที่ความขัดแย้ง แม้จะยังไม่มีการตัดสินใจอย่างเป็นทางการ
คำแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางรายงานจากสื่อสหรัฐฯ ที่ระบุว่ามีกำลังพลหน่วยรบพิเศษหลายร้อยนายถูกส่งไปประจำการในตะวันออกกลาง รวมถึงหน่วยซีลของกองทัพเรือและหน่วยเรนเจอร์ของกองทัพบก
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่ากองกำลังสหรัฐฯ จำนวนหลายพันนาย ทั้งนาวิกโยธินและพลร่ม ถูกส่งเข้าสู่ภูมิภาค เพื่อเตรียมความพร้อมในกรณีที่สถานการณ์จำเป็นต้องใช้มาตรการทางทหารเพิ่มเติม
จับตาแผนปฏิบัติการ สหรัฐฯ เตรียมหลายทางเลือก
แหล่งข่าวด้านความมั่นคงเปิดเผยว่า การเคลื่อนกำลังทหารของสหรัฐฯ ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ให้กับผู้นำประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการควบคุมเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ หรือการดำเนินการต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของอิหร่าน
อย่างไรก็ตาม กองบัญชาการทหารสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางยังไม่ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างเป็นทางการเกี่ยวกับรายละเอียดของปฏิบัติการดังกล่าว ส่งผลให้สถานการณ์ยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน และต้องติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด


