โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวอันตรายของการค้าโลก

คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

เศรษฐศาสตร์กับการเมืองเป็นเรื่องที่แยกกันไม่ออก เพราะการเมืองเป็นตัวการสำคัญในการกำหนดนโยบายที่แต่ละประเทศจะนำมาใช้ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยิ่งเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่โต และมีอิทธิพลสูงต่อการเมืองในระดับโลก ผลสะเทือนจากนโยบายเศรษฐกิจที่กำหนดออกมายิ่งแผ่กว้างกระทบออกไปทั้งโลก

นั่นคือเหตุผลที่ว่า ทำไม ทั่วโลกถึงได้จับตาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกาในตอนปลายปีนี้กันเขม็ง

บรรดาผู้เชี่ยวชาญและนักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์เชื่อว่า นโยบายเศรษฐกิจของ “คามาลา แฮร์ริส” รองประธานาธิบดีที่เป็นตัวแทนของพรรคเดโมแครต ในการเลือกตั้งปลายปีนี้ ไม่น่าจะแตกต่างไปจากรัฐบาลของประธานาธิบดี “โจ ไบเดน” ในเวลานี้มากมายนัก

เหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะยังไม่มีการประกาศนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ครอบคลุมและชัดเจนจากแฮร์ริส ในทางตรงกันข้าม “โดนัลด์ ทรัมป์” ตัวแทนพรรครีพับลิกัน กลับนำเสนอแนวนโยบายเชิงรุกที่แข็งกร้าวเพิ่มขึ้นอีกระดับ โดยเฉพาะในทางด้านการค้า

ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีที่เคยจุดชนวน “สงครามการค้า” กับจีนขึ้นเมื่อปี 2018 ด้วยการประกาศขึ้นกำแพงภาษีสำหรับสินค้าที่นำเข้าจากจีน และอีกหลายประเทศ ประกาศจะใช้ “กำแพงภาษี” เป็นเครื่องมือในการรักษาผลประโยชน์ทางการค้าของสหรัฐอเมริกาอีกครั้งหนึ่ง ในขนาดและขอบเขตที่กว้างขวางและใหญ่โตกว่าเดิม

นักสังเกตการณ์ระบุว่า แม้ทั้งทรัมป์ และแฮร์ริส มีแนวโน้มที่จะใช้กำแพงภาษี เป็นเครื่องมือทางการค้าเหมือน ๆ กัน แต่มีความแตกต่างกันอย่างใหญ่หลวงตรงที่ขนาดและขอบเขตที่จะนำมาใช้

ทรัมป์ประกาศในระหว่างการหาเสียงเมื่อไม่นานมานี้ ที่รัฐนอร์ทแคโรไลนา ว่าถ้าหากได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีอีกครั้ง จะขึ้นภาษีสำหรับการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศทั้งหมดอีก 10% แต่จะเพิ่มเป็น 60% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีนทุกรายการ

แม้รัฐบาลไบเดน จะยังคงกำแพงภาษีก่อนหน้านี้ของทรัมป์เอาไว้ และแฮร์ริสเองก็ไม่ปฏิเสธที่จะใช้กำแพงภาษีเป็นเครื่องมือทางการค้า แต่ความต่างอย่างสำคัญก็คือ เดโมแครตใช้กำแพงภาษีอย่างจำกัด เพื่อปกป้องภาคอุตสาหกรรมที่จำเป็น อาทิ เซมิคอนดักเตอร์ หรือรถอีวี ไม่ได้ครอบคลุมแบบเหวี่ยงแห อย่างที่ทรัมป์นำเสนอไว้

“แนนซี เฉียน” ศาสตราจารย์ด้านเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยนอร์ทเวสเทิร์น ระบุว่า สิ่งที่นักวิชาการเป็นกังวลมากที่สุดก็คือ การตั้งกำแพงภาษีแบบเหวี่ยงแหของทรัมป์ เพราะไม่ว่าจะอยากทำหรือไม่ก็ตาม จีนจำเป็นต้องตอบโต้กับการตั้งกำแพงภาษีในรูปแบบดังกล่าว ไม่ทำก็ไม่ได้ มีแต่จะทำให้รัฐบาลจีนเสียหาย เสียจุดยืนในการเมืองในประเทศ

แนนซีเชื่อว่า ภาคอุตสาหกรรมของสหรัฐที่จะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากกำแพงภาษีในรูปแบบของทรัมป์ เพราะตกเป็นเป้าตอบโต้ก็คือ ภาคอุตสาหกรรมการเกษตร ซึ่งเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา

โจอาคิม คลีเมนต์ นักยุทธศาสตร์ด้านการค้าจากแพนเมอเร ลิเบอรัม วาณิชธนกิจที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ในสหราชอาณาจักร เชื่อว่าหากดำเนินนโยบายตามที่หาเสียงไว้ ทรัมป์จะก่อให้เกิดภาวะ “อินเฟลชั่นช็อก” ขึ้นในปีแรกทันทีในสหรัฐอเมริกา

คลีเมนต์เชื่อว่า ไม่เพียงอุตสาหกรรมการเกษตรเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ แต่บรรดาธุรกิจทั้งหมดจะสะเทือนไปด้วยเพราะเกิดปั่นป่วนขึ้นกับห่วงโซ่ซัพพลายของกิจการ ที่ไม่สามารถหาทางเลือกทดแทนได้ในชั่วประเดี๋ยวประด๋าว

นอกจากอัตราเงินเฟ้อจะสูงขึ้นฉับพลันแล้ว สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพี ของสหรัฐอเมริกาจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

คลีเมนต์บอกว่า ในการทดลองคำนวณดูพบว่า ในกรณีที่ทรัมป์ใช้ตั้งกำแพงภาษีสำหรับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่ระดับ 20% จีดีพีของสหรัฐอเมริกาจะลดลง 0.3% ในขณะเดียวกันจะทำให้ จีดีพีของทั้งโลกลดลงเกือบ 0.4% ในช่วงระยะเวลาเดียวกัน

เขาระบุด้วยว่า ในกรณีที่เศรษฐกิจของประเทศอยู่ในสถานะที่ไม่แข็งแรง การขยายตัวทางเศรษฐกิจไม่ได้แข็งแกร่ง เพียงแค่การใช้นโยบายการค้าแบบทรัมป์อย่างเดียว ก็สามารถทำให้เศรษฐกิจของประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ตกสู่ภาวะถดถอยได้เลยทีเดียว

อ่านข่าวต้นฉบับ: โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวอันตรายของการค้าโลก

นายกเร่งโผ ครม.ลุ้น “พิชัย” นั่งคลัง พปชร.ป่วน-กลต.เช็กคุณสมบัติ

เทรนด์สวนสัตว์โลกเปลี่ยน ปรับสวนสัตว์คลองหกเป็น “ฟิวเจอร์ซู”