คอลัมน์ :สามัญสำนึก
ผู้เขียน : สุดใจ ชาญชาตรีรัตน์
แม้ว่าตอนนี้บรรยากาศเศรษฐกิจไทยเริ่มคึกคักหลังจากได้รัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี “แพทองธาร ชินวัตร”
ด้วยนโยบายที่เริ่มมีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแจกเงินดิจิทัล 10,000 บาท ที่แปลงเป็นการจ่ายเงินสดผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐให้กลุ่มเปราะบาง 14.5 ล้านคนภายในกันยายนนี้
อย่างไรก็ดี ปัญหา “คนไทย” เผชิญภาวะหนี้ครัวเรือนค้ำคอ คือหนี้เพิ่มขึ้นแต่รายได้ไม่เพิ่ม (อาจลดลง) จนทำให้ไม่มีกำลังซื้อ และไม่สามารถชำระหนี้ ยังเป็นโจทย์สำคัญ
ขณะที่ล่าสุดมีผลสำรวจของวิทยาลัยการจัดการ ม.มหิดล ระบุว่าพฤติกรรมคนไทยยังคง “ติดหรู” และกว่า 40% ใช้จ่ายติดหรูแบบไม่ยั้งคิด ทั้งที่มีรายได้ไม่สูง และไม่มีเงินออม
ตอกย้ำว่า แม้ว่ามีปัญหารายได้ แต่พฤติกรรม “ติดหรู” ของคนไทยยังไม่เปลี่ยน สะท้อนออกมาในพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น ซื้อเครื่องดื่มในห้างราคาหลักร้อย จนถึงรับประทานอาหารมื้อหลักพัน และชื่นชอบซื้อเสื้อผ้าแบรนด์เนม
ขณะที่ “จีน” เศรษฐกิจเผชิญความยากลำบากเช่นกัน กำลังซื้อในประเทศหดตัว ธุรกิจจีนต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด
และผู้นำจีน “สี จิ้นผิง” สนับสนุนผู้ประกอบการออกไปลุยตลาดต่างประเทศ โดยเลือกใช้นโยบายพลิกฟื้นเศรษฐกิจด้วยการเร่งกำลังการผลิตสินค้าต่าง ๆ เพื่อส่งออกไปถล่มตลาดทั่วโลก
ขณะเดียวกัน “คนจีน” ก็มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปด้วย
ทั้งการบริโภคและช็อปปิ้ง จากเดิมคนจีนถือเป็นลูกค้าสำคัญของสินค้าแบรนด์หรูจากยุโรป แต่ปีนี้ยอดขายสินค้าแบรนด์เนมลดลง หลายค่ายถึงขั้น “ติดลบ”
ไม่ใช่เพียงเพราะเศรษฐกิจจีนชะลอตัว หรือคนจีนรวยน้อยลงเท่านั้น แต่เพราะทัศนคติและพฤติกรรมการบริโภคของคนจีนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป
จากเดิมมีค่านิยมยอมจ่ายซื้อสินค้าราคาแพง แบรนด์เนมทั้งหลาย เพื่อบ่งบอกสถานะทางสังคม บ่งบอกความสำเร็จของตัวเอง… ภาพนี้กำลังเปลี่ยนไป
ไม่ใช่เหตุผลว่า “คนจีน” ไม่มีเงิน เพราะมีข้อมูลว่า “จีน” เป็นประเทศที่ประชาชนมีการออมเงินสูงติดอันดับโลก แต่เมื่อเห็นว่ามีความท้าทายมากยิ่งขึ้น ก็ยิ่งทำให้เก็บออมมากขึ้น
และพฤติกรรมการจับจ่ายก็เปลี่ยนไป
เทรนด์การบริโภคในประเทศจีนตอนนี้ เลือกใช้จ่ายอย่างมีเหตุมีผลมากขึ้น สินค้าราคาแพงคนจีนยังมีความสามารถในการซื้อ แต่สินค้าที่ซื้อต้องเหมาะสมกับราคาที่จ่ายด้วย เรียกว่า “Value for Money”
และพฤติกรรมที่เน้นความคุ้มค่ามากขึ้น ทำให้ภาคธุรกิจจีนต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
โดยจะพบว่าเทรนด์สินค้าเน้นความคุ้มค่าของจีนได้รับความนิยมและเติบโตมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นปรากฏการณ์ดาวรุ่งดวงใหม่ในตลาดฟาสต์ฟู้ดจีนอย่าง TASITING หรือ “ถ่าซือถิง” แบรนด์เบอร์เกอร์สัญชาติจีนที่มาแรง และได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคชาวจีนอย่างรวดเร็ว
โดยปีที่ผ่านมาขยายสาขาถึง 3,500 แห่ง จนมีสาขารวม 6,700 แห่ง ทำให้มีสาขาในจีนแซงหน้าแมคโดนัลด์ พร้อมชิงฐานลูกค้าคนรุ่นใหม่ ด้วยกลยุทธ์ชาตินิยม ควบคู่กับราคาจับต้องง่าย
รวมไปถึงกระแสร้านกาแฟแบรนด์จีน และอีกหลาย ๆ สินค้า จนกลายเป็นกระแสชาตินิยมควบคู่ไปด้วย
ด้วยกำลังซื้อในประเทศจีนที่มีประชากรกว่า 1,400 ล้านคน ทำให้แบรนด์ต่าง ๆ เติบโตอย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ดี ไม่ใช่แค่สินค้าราคาถูกเท่านั้น
สำหรับผู้เกาะติดตลาดจีน จะพบว่าปัจจุบันสินค้าจีนมีการพัฒนาดีไซน์และยกระดับคุณภาพมากขึ้นอย่างน่าสนใจ
รวมถึงสินค้าแฟชั่นไฮเอนด์ เช่นกรณีกระเป๋าแบรนด์เนมสัญชาติจีน “Sonmont-ซองมอนท์” ที่กำลังได้รับความนิยมในหมู่สาวชาวยุโรป และกำลังเป็นที่พูดถึงกันทั่วโลก
และดูเหมือนว่ากระแสจีนที่กำลังเกิดขึ้น อาจจะไม่ใช่แค่สินค้าราคาถูกเท่านั้น
นี่คือจีนที่เปลี่ยนไป
อ่านข่าวต้นฉบับ: คนจีนเปลี่ยนนิสัย Value for Money