คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์
มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส บริษัทเครดิตเรตติ้งระดับโลก ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของ “อิสราเอล” ลงอีกครั้ง เมื่อ 27 กันยายนที่ผ่านมา นับเป็นการปรับลดครั้งที่สอง ในช่วงระยะเวลาห่างกันไม่ถึง 8 เดือน
เครดิตเรตติ้งของอิสราเอล ถูกปรับลดลงอีก 2 ระดับ จาก A2 เป็น Baa1 โดยยังกำหนดให้ภาพโดยรวมยังคงอยู่ในแดนลบ
ในคำประกาศของมูดีส์ฯให้เหตุผลเอาไว้ว่า “ความเสี่ยงเชิงภูมิรัฐศาสตร์” ยังทวีความเข้มข้นขึ้นต่อไป “อย่างมีนัยสำคัญ” ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือในเครดิตของอิสราเอล “ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว”
และความเข้มข้นของความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ “ทวีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ” ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา
ข้อสังเกตที่น่าสนใจก็คือ การถูกปรับลดลงมาอยู่ที่ระดับ Baa1 นั้น ทำให้อันดับ เครดิตเรตติ้งของอิสราเอล อยู่เหนืออันดับ “ไม่น่าลงทุน” (Noninvestment Grade) เพียง 3 ระดับเท่านั้น
การปรับลดอันดับเครดิตครั้งใหม่นี้ มีขึ้นในขณะที่สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮามาสในกาซา ที่ดำเนินมาเกือบ 12 เดือน และยังไม่มีวี่แววว่าจะยุติลง แต่อิสราเอลกลับยกระดับการสู้รบกับฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนเพิ่มขึ้น จนเป็นกังวลกันทั่วไปว่าอาจนำไปสู่การทำ “สงครามภาคพื้นดิน” ที่อาจลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งระดับภูมิภาคขึ้นตามมา
ที่สำคัญก็คือ การตัดสินใจปรับลดอันดับเครดิตอิสราเอลในครั้งนี้ มูดีส์ฯทำขึ้นก่อนหน้าที่อิสราเอลจะถล่มอาคารที่ตั้งกองบัญชาการของฮิซบอลเลาะห์ ทางตอนใต้กรุงเบรุต ซึ่งถือกันว่าเป็นการโจมตีเบรุตครั้งใหญ่ที่สุดในรอบเกือบ 20 ปี ที่ส่งผลให้ความเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งหลายแนวรบขึ้นในตะวันออกกลางทวีสูงขึ้นไม่มากก็น้อย
แน่นอนว่า ทางการอิสราเอลย่อมไม่เห็นด้วยกับมูดีส์ฯถ้อยแถลงของกระทรวงการคลังอิสราเอลชี้ว่า การปรับลดนี้ไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของสถานะทางการคลังของประเทศ แม้จะยอมรับว่าสงครามส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในหลาย ๆ ด้านก็ตามที
ในความเป็นจริง สงครามกลายเป็นต้นทุนแพงระยับสำหรับอิสราเอล รายจ่ายของรัฐบาล การขาดดุลงบประมาณพุ่งสูงลิ่ว ในขณะที่ภาคธุรกิจ อย่างเช่นการท่องเที่ยว เกษตรกรรม หรือการก่อสร้าง ตกอยู่ในสภาพถ้าจะยุติลงโดยสิ้นเชิง ก็หดตัวลงแทบไม่เหลืออีกต่อไปแล้ว
เจ้าหน้าที่อิสราเอลเองเคยประเมินไว้ว่า ต้นทุนในการทำสงครามหลายแนวรบของประเทศในเวลานี้ไปจนถึงสิ้นปีหน้า น่าจะคิดเป็นเม็ดเงินสูงถึงประมาณ 66,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 12% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยมีข้อแม้ว่า การสู้รบระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ไม่ลุกลามขยายตัวเป็นสงครามเต็มรูปแบบขึ้นมา
ภาวะขาดดุลงบประมาณของรัฐบาล ในช่วง 12 เดือนจนถึงเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา คำนวณแล้วเทียบเท่ากับ 8.3% ของจีดีพี ในขณะที่การขาดดุลงบประมาณในช่วง 1 ปีงบประมาณนั้น เชื่อกันว่าจะทะยานขึ้นจนถึงระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา ยกเว้นก็แต่ในช่วงวิกฤตโควิด-19 เท่านั้น
เมื่อไม่นานมานี้ กระทรวงการคลังอิสราเอลก็ประกาศปรับลดประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจลง จากเดิมที่เคยคาดกันว่าจะขยายตัวอยู่ที่ราว 1.9% ลดลงมาเหลือเพียง 1.1 % เท่านั้น สัดส่วนการกู้ยืมของรัฐบาล เพื่อนำมาใช้เป็นงบฯในการทำสงคราม ที่ส่วนใหญ่เป็นการกู้ยืมในประเทศ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าค่าเงิน “เชเกล” ของอิสราเอลจะไม่ได้รับผลกระทบมากมายนัก เนื่องจากธนาคารกลางอิสราเอลเคยประกาศไว้ไม่นานหลังสงครามกวาดล้างฮามาสเกิดขึ้นว่า ได้จัดสรรเม็ดเงิน 30,000 ล้านดอลลาร์ ไว้เพื่อสนับสนุนค่าเงินเชเกล
กระนั้น ผลกระทบก็เห็นได้ชัดในแง่ของพันธบัตร อัตราดอกเบี้ยสำหรับพันธบัตรรัฐบาลระยะ 10 ปี ที่ออกในรูปของเงินท้องถิ่น ถีบตัวสูงขึ้นเกือบ 100 จุดในปีนี้ ขณะที่รายงานของบลูมเบิร์กระบุว่า พันธบัตรในรูปของเงินดอลลาร์ของอิสราเอล ถือเป็นพันธบัตรที่ “ย่ำแย่ที่สุด” ในโลกเลยทีเดียว
เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ มูดีส์ฯเคยประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของอิสราเอลลงเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ จากระดับ A1 สู่ระดับ A2 ต่อด้วยการปรับลดจากเอสแอนด์พี ที่ลดอันดับอิสราเอลลงสู่ระดับ A+ และฟิทช์ เรทติ้งส์ ที่ปรับลดลงสู่ระดับ A
ขณะที่ “เบนจามิน เนทันยาฮู” นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ยังคงยืนกรานจะถล่มเป้าหมายที่เป็นที่มั่นของฮิซบอลเลาะห์ต่อไป จนกว่าชาวอิสราเอลทางตอนเหนือที่ต้องหลบหนีออกจากบ้านเรือน สามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปลอดภัย
หมายความว่า สงครามราคาแพงระยับนี้ จะยังคงอยู่ต่อไปอีกนาน
ข้อมูล/ภาพ : ประชาชาติธุรกิจ


