พรรครวมไทยสร้างชาติแสดงจุดยืนชัดไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ โดย พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค พร้อมด้วย อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และ นราพัฒน์ แก้วทอง สามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค เตือนว่าการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560 อาจเปิดช่อง “ฟอกขาวนักการเมือง” และเปรียบการทำประชามติที่ไม่กำหนดกรอบเนื้อหาเสมือนให้ประชาชน “เซ็นเช็คเปล่า” ท่ามกลางกระแสการเมืองที่ผลักดันการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ในช่วงใกล้การเลือกตั้ง
พีระพันธุ์ชี้ แก้ทั้งฉบับเท่าฉีกของเดิม เสี่ยงคนผิดหวนคืนการเมือง
พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ระบุว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเท่ากับการยกเลิกรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยสิ้นเชิง ทั้งที่ยังมีบทบัญญัติหลายส่วนที่มีคุณค่า โดยเฉพาะกลไกจำกัดสิทธิและคุณสมบัตินักการเมืองที่กระทำผิดร้ายแรง
เขาเตือนว่า หากรัฐธรรมนูญเดิมถูกยกเลิกทั้งหมด บุคคลที่เคยถูกตัดสิทธิทางการเมืองอาจกลับเข้าสู่ระบบได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งจะกระทบต่อมาตรฐานจริยธรรมทางการเมือง และบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเมืองในระยะยาว
เปรียบประชามติไร้กรอบ เหมือนให้ประชาชน “เซ็นเช็คเปล่า”
พีระพันธุ์ยังตั้งข้อสังเกตต่อคำถามประชามติที่เปิดให้ประชาชนตัดสินใจโดยไม่ทราบกรอบหรือเนื้อหาของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเปรียบสถานการณ์ดังกล่าวว่าไม่ต่างจากการให้ประชาชน “เซ็นเช็คเปล่า” ให้กับกระบวนการยกร่าง
เขาย้ำว่ารัฐธรรมนูญควรเป็นกติกาสูงสุดที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่เครื่องมือที่ตอบสนองความต้องการของนักการเมืองบางกลุ่ม และหากจะมีการแก้ไข ควรดำเนินการอย่างรอบคอบ โปร่งใส และมีขอบเขตชัดเจนตั้งแต่ต้น
อรรถวิชช์ชี้ บทเฉพาะกาลหมดอายุแล้ว ไม่จำเป็นต้องรื้อทั้งระบบ
ด้าน อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค ระบุว่า เหตุผลหลักที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญปี 2560 เช่น อำนาจของวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง หรือกลไกสืบทอดอำนาจ ได้สิ้นสุดลงตามบทเฉพาะกาลแล้ว
เขามองว่า โครงสร้างหลักของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีความใกล้เคียงกับรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 การยกร่างใหม่ทั้งฉบับจึงไม่จำเป็น และอาจเปิดช่องให้เกิด “นิรโทษกรรมทางการเมืองโดยแอบแฝง” หากไม่มีการกำหนดขอบเขตการแก้ไขอย่างชัดเจน
เตือนอย่าแตะหมวดสำคัญ เสนอถามประชามติให้ตรงประเด็น
อรรถวิชช์ยังวิจารณ์คำถามประชามติที่ไม่ระบุชัดว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญตั้งแต่หมวดใด ทั้งที่พรรคการเมืองหลายพรรคเคยมีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่แตะต้องหมวด 1 และหมวด 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับโครงสร้างรัฐและสถาบันหลัก
เขาเสนอว่า หากจำเป็นต้องแก้ไข ควรถามประชามติให้ชัดเจนและตรงไปตรงมา เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจบนข้อมูลที่ครบถ้วน ไม่ใช่เปิดกว้างจนขาดความโปร่งใสและตรวจสอบได้ยาก
นราพัฒน์ห่วงกลไกจริยธรรมถูกลดทอน หากเปิดทางร่างใหม่ทั้งฉบับ
ขณะที่ นราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคอีกราย เห็นว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับไม่มีความจำเป็น เนื่องจากกลไกที่เคยเป็นข้อกังวลได้หมดผลบังคับไปแล้ว
เขาแสดงความกังวลว่า การเปิดทางยกร่างใหม่โดยไม่มีหลักประกัน อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติสำคัญ โดยเฉพาะกลไกด้านจริยธรรมทางการเมือง ซึ่งอาจถูกลดทอนหรือยกเลิก ส่งผลกระทบต่อการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจในระยะยาว
ย้ำแก้รัฐธรรมนูญต้องยึดประโยชน์ประชาชน ไม่ใช่ผลประโยชน์การเมือง
ทั้งสามแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรครวมไทยสร้างชาติยืนยันตรงกันว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรทำอย่างตรงไปตรงมา แก้เฉพาะจุดที่เป็นปัญหาจริง และต้องยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก
พรรคไม่เห็นด้วยกับการใช้กระบวนการประชามติเป็นเครื่องมือเปิดทางให้เกิดผลประโยชน์ทางการเมืองแอบแฝง พร้อมย้ำว่ากติกาสูงสุดของประเทศควรสร้างความเป็นธรรมและความเชื่อมั่นต่อระบบการเมือง มากกว่าการตอบโจทย์เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง


