นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ขึ้นเวทีปราศรัยช่วยหาเสียงเลือกตั้งเมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่อำเภอปรางค์กู่ จังหวัดศรีสะเกษ ย้ำความพร้อมในการก้าวขึ้นเป็นผู้นำประเทศ ด้วยประสบการณ์ทางการเมืองและการบริหาร พร้อมขอแรงสนับสนุนจากประชาชนให้เลือกผู้สมัครพรรคภูมิใจไทยยกจังหวัด เพื่อให้เสียงของประชาชนดังกว่าเสียงอาวุธจากเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา ควบคู่การประกาศจุดยืนสนับสนุนทหารและเสนอนโยบายเศรษฐกิจและความมั่นคง
ย้ำสายสัมพันธ์ศรีสะเกษ ขอเสียงหนุนยกจังหวัด
นายอนุทินกล่าวบนเวทีว่า ชาวจังหวัดศรีสะเกษไม่เคยทำให้พรรคภูมิใจไทยผิดหวัง โดยเฉพาะการเลือกตั้งที่ผ่านมา ซึ่งพรรคสามารถคว้าชัยชนะได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่มีคะแนนนำคู่แข่งกว่า 200,000 เสียง ทำให้เกิดความผูกพันกับประชาชนในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า การได้ สส. ยกจังหวัดศรีสะเกษ จะทำให้เสียงของประชาชนมีพลังมากพอในการผลักดันนโยบายระดับประเทศ และสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของประชาชนไปยังรัฐบาลได้อย่างชัดเจน
ชูประสบการณ์ผู้นำ ย้ำประเทศไม่ควรมีนายกฯ ฝึกงาน
นายอนุทิน ยืนยันความมั่นใจในศักยภาพของตนเองว่า พร้อมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีทันที หากได้รับโอกาสจากประชาชน โดยระบุว่าประเทศไม่ต้องการผู้นำที่ต้องเริ่มต้นเรียนรู้งานใหม่ แต่ต้องการผู้มีประสบการณ์ สามารถตัดสินใจจากข้อเท็จจริงและสถานการณ์จริง ไม่ใช่อารมณ์หรือกระแสการเมือง
เขายังกล่าวถึง น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นชาวศรีสะเกษ ว่าเป็นบุคลากรที่ได้รับความไว้วางใจสูง และสะท้อนถึงศักยภาพของคนในพื้นที่ที่สามารถทำงานในระดับประเทศได้
ย้ำไม่เปิดด่านชายแดน หนุนทหารเต็มที่
ในประเด็นความมั่นคง นายอนุทิน ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้จัดตั้งรัฐบาล จะไม่มีการเปิดด่านชายแดนในสถานการณ์เปราะบาง และรัฐบาลจะรับผิดชอบภารกิจด้านความมั่นคงทั้งหมด เพื่อให้ประชาชนสามารถดำเนินชีวิตและทำมาหากินได้อย่างมั่นใจ
เขากล่าวว่า ประเทศไทยไม่เคยเป็นฝ่ายเริ่มความรุนแรง แต่หากถูกรุกราน ก็พร้อมปกป้องอธิปไตยอย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันการสนับสนุนกองทัพอย่างต่อเนื่อง โดยพรรคภูมิใจไทยไม่เคยตั้งคำถามต่อบทบาทของทหาร และเชื่อมั่นว่ากองทัพคือกลไกสำคัญในการรักษาความมั่นคงของชาติ
เปิดนโยบายทหารอาสา–คนละครึ่งพลัส เฟส 2
นายอนุทิน เปิดเผยนโยบาย “ทหารอาสา” ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ที่สมัครใจเข้ารับภารกิจด้านความมั่นคงโดยไม่ต้องเกณฑ์ทหาร พร้อมได้รับการฝึกทักษะการรบ อาชีพ และภาษา รวมถึงค่าตอบแทนเดือนละ 12,000 บาท เพื่อสร้างอาชีพควบคู่การรับใช้ประเทศ
ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยเตรียมผลักดันโครงการ คนละครึ่งพลัส เฟส 2 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก โดยย้ำว่าไม่ใช่การแจกเงินเปล่า แต่เป็นการสร้างการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เคารพศักดิ์ศรีของประชาชน และช่วยเพิ่มกำลังซื้อในระบบ
มั่นใจทำได้ตามสัญญา พร้อมให้ประชาชนตัดสิน
ช่วงท้ายการปราศรัย นายอนุทิน ระบุว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้รับโอกาสบริหารประเทศ และไม่สามารถดำเนินนโยบายตามที่ให้คำมั่นไว้ภายในหนึ่งปี ก็พร้อมให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินและรับผิดชอบทางการเมือง
เขาย้ำว่า การเมืองควรเป็นเรื่องของความจริงใจและการทำงานที่วัดผลได้

