ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง มีคำพิพากษาเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 4 มีนาคม 2569 ให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ น.ส.เกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือ “หมอเกศ” เป็นเวลา 10 ปี จากกรณีระบุใช้ตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” ในเอกสารแนะนำตัวสมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ทั้งที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวตามกฎหมายไทย คดีนี้มี คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ร้อง โดยศาลวินิจฉัยว่าเป็นการกระทำทุจริต ทำให้การเลือก สว. ไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ส่งผลให้เจ้าตัวพ้นจากตำแหน่ง สว. ตามคำพิพากษา
ศาลชี้ข้อเท็จจริง ไม่ปรากฏชื่อในฐานข้อมูลศาสตราจารย์ไทย
คดีหมายเลขดำที่ ลต สว 11/2568 ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานและข้อกฎหมายตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 ก่อนมีคำวินิจฉัยว่า ผู้คัดค้านได้ระบุในแบบข้อมูลแนะนำตัวผู้สมัคร (สว.3) ว่ามีตำแหน่ง “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย” และใช้คำดังกล่าวในประวัติการทำงาน
อย่างไรก็ตาม ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่า ผู้คัดค้านไม่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) และไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีการเสนอขอพระราชทานโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งตามขั้นตอนของกฎหมายไทย
กระบวนการแต่งตั้งศาสตราจารย์ต้องเป็นไปตามกฎหมายไทย
ศาลอธิบายว่า การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการระดับศาสตราจารย์ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐหรือเอกชน ต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง และเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา รวมถึงต้องมีขั้นตอนเสนอเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง
แม้ผู้สมัครจะได้รับคุณวุฒิหรือประสบการณ์จากต่างประเทศ ก็ยังมีหน้าที่ต้องแสดงข้อมูลอย่างถูกต้อง ไม่ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ โดยเฉพาะในบริบทการเลือกตั้งที่กำหนดให้ผู้สมัครแต่ละกลุ่มลงคะแนนเลือกกันเอง ซึ่งความถูกต้องของประวัติถือเป็นสาระสำคัญต่อการตัดสินใจลงคะแนน
วินิจฉัยเป็นการทุจริต ทำลายหลักสุจริตเที่ยงธรรม
ศาลเห็นว่า การระบุตำแหน่ง “ศาสตราจารย์” ในส่วนประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ ทั้งที่ไม่ได้ดำรงตำแหน่งตามกฎหมายไทย เป็นการให้ข้อมูลไม่ตรงต่อความจริง อันมีผลต่อการรับรู้และการตัดสินใจของผู้สมัครรายอื่นในการเลือกตั้ง สว.
การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่าย “ทุจริตในการเลือกตั้ง” เพราะทำให้กระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาไม่เป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม และเสมอภาคตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ศาลจึงพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของ น.ส.เกศกมล เป็นเวลา 10 ปี นับแต่วันที่มีคำพิพากษา
ผลทางกฎหมายและนัยต่อมาตรฐานการเลือกตั้ง สว.
คำพิพากษาครั้งนี้สะท้อนมาตรฐานการตรวจสอบคุณสมบัติและการแสดงข้อมูลของผู้สมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะในระบบการได้มาซึ่ง สว. ที่เน้นคุณวุฒิ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์วิชาชีพในแต่ละกลุ่มอาชีพ
นักกฎหมายด้านรัฐธรรมนูญมองว่า คำวินิจฉัยของศาลฎีกาฯ มีนัยสำคัญต่อบรรทัดฐานการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในการสมัครรับเลือกตั้งในอนาคต และย้ำหลักความสุจริตเป็นหัวใจของกระบวนการประชาธิปไตย

