รังสิมันต์ โรม สส. พรรคประชาชน ออกมาเปิดเผยข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเครือข่ายธุรกิจผิดกฎหมายข้ามชาติ โดยพาดพิงบุคคลที่ถูกเรียกว่า “เสี่ยตือ” ว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ รวมถึงพฤติกรรมกักตุนน้ำมันผิดกฎหมาย ในการอภปรายที่สภา เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2567 โดยชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงกับบุคคลในแวดวงการเมืองและรัฐบาล พร้อมตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายของรัฐ และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างโปร่งใส
เปิดเครือข่ายทุนสีเทา โยงการเมืองและผู้มีอำนาจ
รังสิมันต์ โรม ระบุว่า จากการตรวจสอบพบความเชื่อมโยงระหว่าง “เสี่ยตือ” กับบุคคลในพรรคการเมืองใหญ่ โดยเฉพาะประเด็นเงินบริจาคทางการเมือง ซึ่งมีข้อมูลว่าครอบครัวของบุคคลดังกล่าวเคยบริจาคเงินให้กับ พรรคภูมิใจไทย เมื่อปี 2561
นอกจากนี้ ยังพบความสัมพันธ์เชิงธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับบุคคลระดับรัฐมนตรี โดยข้อมูลจากบัญชีทรัพย์สินที่ยื่นต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ระบุว่าบริษัทในเครือข่ายของ “เสี่ยตือ” มีสถานะเป็นลูกหนี้เงินกู้มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท ของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ซึ่งยังไม่มีการชำระคืนตามกำหนด
ตั้งคำถามรัฐเอาจริงหรือไม่ คดีคืบหน้าล่าช้า
รังสิมันต์ โรม ตั้งข้อสังเกตว่า แม้จะมีข้อมูลเชื่อมโยงกับขบวนการสแกมเมอร์และการกระทำผิดด้านพลังงาน แต่กระบวนการบังคับใช้กฎหมายกลับดำเนินไปอย่างล่าช้า และยังไม่เห็นความคืบหน้าในเชิงรูปธรรม
เขาชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง “ทุนสีเทา” เงินบริจาคพรรคการเมือง และหนี้สินส่วนบุคคลของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อาจส่งผลต่อการตัดสินใจของหน่วยงานรัฐ พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชี้แจงต่อสาธารณะเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม
จี้รัฐบาลเร่งปราบอาชญากรรมข้ามชาติอย่างจริงจัง
ในการแถลงข่าวครั้งนี้ รังสิมันต์ โรม เรียกร้องให้รัฐบาลภายใต้การนำของ แพทองธาร ชินวัตร แสดงความจริงใจในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและเครือข่ายทุนสีเทา
เขาย้ำว่าการบังคับใช้กฎหมายต้องเป็นไปอย่างเท่าเทียม ไม่ควรถูกแทรกแซงด้วยผลประโยชน์ทางการเมือง และควรเร่งรัดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามพยานหลักฐานอย่างตรงไปตรงมา
เตรียมดันเรื่องเข้าสภา ตรวจสอบเชิงระบบ
รังสิมันต์ โรม ระบุว่าจะนำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาในชั้นกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้มีการตรวจสอบเชิงลึกและติดตามความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง
การดำเนินการในระดับสภาถือเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะในคดีที่มีความเกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความมั่นคงของประเทศในระยะยาว

