ไตรภาคียื้อค่าแรง 400 บาท องค์ประชุมล่ม เลื่อนจ่ายปลายปี’67

1 ในนโยบายหัวหอกของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย (พท.) คือ ตั้งเป้าหมายค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาท/วัน ภายในปี 2570 แต่ต้องขึ้นบันไดขั้นแรก ด้วยการขึ้นค่าแรงเป็น 400 บาท/วัน ให้ได้เสียก่อน

ทว่ากว่าจะก้าวขึ้นบันไดค่าแรงขั้นแรก 400 บาท/วัน ดีเดย์ 1 ตุลาคม 2567 ก็สะดุดแล้วสะดุดอีก เมื่อกลไกกรรมการค่าจ้าง หรือไตรภาคี ซึ่งประกอบด้วย 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายนายจ้าง-ลูกจ้าง และรัฐบาล รวม 15 คน นัดประชุมล่มต่อเนื่อง 3 ครั้งภายใน 10 วัน

นับตั้งแต่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประกาศนโยบายต่อรัฐสภา ต่อเนื่องด้วยคำยืนยันของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ระบุว่า การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 400 บาท จะปรับขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศ 1 ตุลาคมนี้ พร้อมยืนยันว่าจะไม่มีการแทรกแซงกรรมการค่าจ้าง

การขับเคลื่อนนโยบายขึ้นค่าแรง เข้าโค้งสำคัญในเดือนกันยายน ก่อนสิ้นปีงบประมาณ 2567 และวาระเกษียณอายุราชการ

เริ่มจาก 16 กันยายน 2567 ปลัดกระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นประธานคณะกรรมการค่าจ้างโดยตำแหน่ง นายไพโรจน์ โชติกเสถียร นัดประชุมบอร์ด 3 ฝ่าย ทว่าคณะกรรมการฝ่ายนายจ้าง 5 คน ไม่ได้เข้าร่วมประชุม โดยให้เหตุผลภายหลังว่า “ติดภารกิจ”

จากนั้น 20 กันยายน 2567 ประธานบอร์ดค่าจ้าง นัดประชุมใหม่อีกครั้ง ปรากฏว่าตัวแทนฝ่ายรัฐบาล ซึ่งเป็นข้าราชการจากหน่วยงานซึ่งแต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่เข้าร่วม ทำให้ไม่ครบองค์ประชุม การพิจารณาค่าแรง 400 บาท ล่มเป็นครั้งที่ 2

ล่าสุด 24 กันยายน 2567 ประธานบอร์ดค่าจ้าง นัดประชุมอีกครั้ง แต่คราวนี้ ปลัดกระทรวงแรงงาน ออกมาส่งข่าวการ เลื่อน-ล่ม ว่า เนื่องจากผู้แทนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนหนึ่งไม่ได้เป็นตัวแทนแล้ว เพราะเกษียณอายุราชการ ต้องสรรหาใหม่ และรอนำชื่อเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. โดยยังไม่มี
การกำหนดนัดประชุมครั้งที่ 4 ทำให้การขึ้นค่าแรง ถูกเลื่อนออกไปแบบไร้กำหนด

แม้ว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รมว.แรงงาน จะชี้แจงว่า “การประชุมต้องยกเลิก เนื่องจากนายเมธี กรรมการค่าจ้าง ฝ่ายรัฐบาล จาก ธปท. เกษียณอายุราชการ หากผู้แทนของ ธปท.ตอบรับ ก็จะเรียกประชุมทันที ในทางการเมืองไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้”

รมว.แรงงานย้ำว่า ตัวแทน 3 ฝ่ายต้องครบองค์ประชุม คือ ฝ่ายรัฐ ฝ่ายลูกจ้าง และฝ่ายนายจ้าง ฝ่ายละ 5 คน รวม 15 คน ตามกฎหมายต้องครบ 15 คน จะขาดแม้แต่คนเดียวไม่ได้ และการโหวตขึ้นค่าแรง ต้องใช้เสียง 2 ใน 3 จึงจะสามารถลงมติได้

และยังหวังว่า วันที่ 30 กันยายน 2567 จะสามารถนัดประชุมได้ และ “ไม่สามารตอบได้ว่า เรื่องนี้เป็นเกมการเมืองหรือไม่”

ก่อนหน้านี้ นายพิพัฒน์ยอมรับว่า การขึ้นค่าแรง 400 บาท อาจจะดำเนินการไม่ทันในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ตามที่เคยประกาศไว้ และต้องขอโทษผู้ใช้แรงงาน และจะมีการเปลี่ยนประธานบอร์ดค่าจ้าง เป็นปลัดกระทรวงแรงงานคนใหม่ คือ นายบุญสงค์ ทัพชัยยุทธ์

ปมเงื่อนของ นายเมธี สุภาพงษ์ “ตำแหน่งผู้แทนจาก ธปท.” ที่ฝ่ายกระทรวงแรงงานบอกว่า “เกษียณ” นั้น มีความจริงอีกด้าน ที่ระบุไว้ใน พ.ร.บ.คณะกรรมการค่าจ้าง ว่า การพ้นจากตำแหน่งกรรมการค่าจ้างนั้น มีแค่ 6 สาเหตุเท่านั้น คือ ตาย, ลาออก, ครม.ให้ออกเพราะขาดประชุม 3 ครั้ง โดยไม่มีเหตุอันสมควร, เป็นบุคคลล้มละลาย, เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ และได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุด

กฎหมายไม่มีข้อใดที่ระบุเลยว่า การเกษียณ คือ สิ้นสุดการเป็นกรรมการค่าจ้าง ทว่าผู้แทนฝ่ายรัฐบาลคนสำคัญคือ นายไพโรจน์ ประธานบอร์ด ก็จะเกษียณอายุราชการในสิ้นเดือนกันยายน 2567 ทำให้อาจมี 2 ตำแหน่ง จาก 15 คน ที่ไม่อาจเข้าร่วมประชุมนัดถัดไปได้ เพราะกรรมการค่าจ้าง ต้องแต่งตั้งโดย ครม.

เมื่อวาระร้อนถึงตึกไทยคู่ฟ้า นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จึงมีบัญชาการล่าสุดว่า “ต้องดำเนินการให้เร็วที่สุด” และเห็นด้วยที่จะมีการผลักดันให้ขึ้นค่าแรง 400 บาท ภายในปี 2567 ตอกย้ำด้วยการสั่งการในห้องประชุม ครม. ว่า “ให้เร่งดำเนินการขึ้นค่าแรงเป็น 400 บาทภายในปีนี้”

ทั้งนี้ การเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำเป็น 600 บาท ภายในปี 2570 และจบปริญญาตรี เงินเดือนเริ่มต้น 25,000 บาท เป็นแคมเปญหาเสียงของพรรคเพื่อไทย และขับเคลื่อนต่อเนื่องตั้งแต่ยุคนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี

เมื่อกลางเดือนเมษายน 2567 รัฐบาลเศรษฐา มีการปรับค่าแรงขั้นต่ำ เป็นวันละ 400 บาท ในธุรกิจโรงแรมมาตรฐาน 4 ดาวขึ้นไป และลูกจ้างมากกว่า 50 คน ใน 10 จังหวัด ซึ่งถือเป็นการนำร่องขึ้นค่าจ้างของรัฐบาลเพื่อไทย

จากนั้นการประชุม ครม.สัญจร จังหวัดเพชรบุรี 14 พฤษภาคม 2567 ครม.รับทราบรายงานความคืบหน้าการกำหนดอัตราค่าจ้างใหม่ แล้วมอบหมายให้ กระทรวงแรงงาน และคณะกรรมการค่าจ้าง ดำเนินการโดยให้คณะกรรมการค่าจ้างทุกจังหวัด เสนอผลการศึกษาแต่ละพื้นที่เข้ามาพิจารณา

เป็นไปได้ว่า เมื่อแกนนำพรรคภูมิใจไทย ได้โควตานั่งเก้าอี้ รมว.แรงงาน การขับเคลื่อนเรื่องขึ้นค่าแรง 400 บาททั่วประเทศ จึงติดปัญหาเทคนิคกฎหมาย และองค์ประชุม เป็นไปด้วยความยากลำบาก และเวลาฝ่าแปด ก่อนดีเดย์ 1 ตุลาคม 2567

สำหรับความเห็นของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม แม้เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรง แต่มีข้อแม้ว่าต้องเป็นแรงงานที่มีทักษะ หรือ Skill Labor

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ให้ความเห็นว่า การประชุมคณะกรรมการไตรภาคี หรือบอร์ดค่าจ้าง เพื่อพิจารณาขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 400 บาทที่หากมีการเลื่อนอีกอาจทำให้การประกาศในวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ไม่ทัน แต่ภาคเอกชนในนามของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ยังยืนยันเห็นด้วยกับการขึ้นค่าจ้าง แต่ต้องเป็นการจ่ายแบบ Pay by Skill หรือจ่ายตามทักษะ เพราะนี่คือกลไกที่ถูกต้องตามหลักสากล

“เรายืนยันว่าขอให้รัฐบาลพิจารณาการขึ้นค่าจ้างให้ละเอียด ให้เป็นไปตามกลไกของคณะอนุกรรมการไตรภาคีของแต่ละจังหวัด เพราะเป็นกลไกที่ยอมรับได้กับทุกฝ่าย นายจ้างพอรับได้ ลูกจ้างก็พออยู่ได้”

ปัจจุบันยังคงมีแรงงานที่เข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมไม่เพียงพอ โดยเฉพาะแรงงานที่มีทักษะเฉพาะ และมีบางบริษัทประกาศขึ้นรับสมัครแรงงานค่าจ้างวันละ 600-800 บาท แต่ก็ยังมีแรงงานเข้ามาไม่เพียงพอ ทำให้บางบริษัทจำเป็นต้องปรับค่าจ้างขึ้นเป็น 1,000 บาท นั่นหมายความว่าในอุตสาหกรรมมีความต้องการแรงงานที่มีทักษะจำนวนมาก

ข้อมูล/ภาพ : ประชาชาติธุรกิจ

ดาวเทียม GISTDA พบ 11 จังหวัดภาคอีสานน้ำท่วมขังกว่า 4 แสนไร่

MSP กลุ่มประเทศร่ำรวย ผุด “เครือข่ายการเงิน” มุ่งทลายการครอบงำแร่ยุทธศาสตร์จีน