CIB–AIS ยืนยันตัดเน็ตข้ามกัมพูชาตั้งแต่ ธ.ค. 68 ก่อน กสทช. ตรวจพื้นที่

กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ยืนยันความร่วมมือกับ AIS ในการตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ลักลอบเชื่อมต่อข้ามไปยังกัมพูชา ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 ก่อนที่ กสทช. จะลงพื้นที่ตรวจสอบบริเวณชายแดนจังหวัดสระแก้ว โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นผลจากการตรวจพบธุรกรรมต้องสงสัยและ IP Address ที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการอินเทอร์เน็ตข้ามแดนผิดเงื่อนไข ซึ่ง AIS ได้ส่งข้อมูลทางเทคนิคและใบแจ้งหนี้เป็นหลักฐานให้ตำรวจ ใช้ประกอบการสืบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมาย เพื่อป้องกันการนำโครงข่ายโทรคมนาคมไปใช้ในกิจกรรมที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

CIB เผยไทม์ไลน์ตรวจพบ IP ต้องสงสัย เชื่อมโยงเน็ตข้ามแดน

เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569 พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ สารถวัลแพศย์ ผู้บังคับการตำรวจ ปอท. เปิดเผยว่า การตรวจสอบเริ่มจากการพบธุรกรรมทางการเงินที่มีความผิดปกติ และตรวจพบ IP Address ชุดหนึ่ง ซึ่งภายหลังยืนยันว่าเป็น IP ในความรับผิดชอบของบริษัท AWN (แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวิร์ค จำกัด) ในเครือ AIS เจ้าหน้าที่จึงประสานสอบถามไปยัง AWN เพื่อขยายผล

จากการตรวจสอบพบว่า IP Address ดังกล่าวเป็นการเชื่อมต่อให้บริการกับบริษัท Viettel และมีจุดเชื่อมสัญญาณอยู่ในพื้นที่ตำบลท่าข้าม อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยเป็นโครงข่ายที่อยู่ในความดูแลของบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนล เกตเวย์ จำกัด ซึ่งต่อมาถูกระงับการใช้งานแล้ว ก่อนที่ CIB จะส่งข้อมูลให้ กสทช. เข้าตรวจสอบตู้ Terminal ในพื้นที่อย่างเป็นทางการ

ตรวจค้นพื้นที่พบสัญญาณถูกตัดแล้วก่อน กสทช. ลงพื้นที่

พล.ต.ต.ชนันนัทธ์ ระบุเพิ่มเติมว่า จากการเข้าตรวจค้นพื้นที่เมื่อวันที่ 21 มกราคมที่ผ่านมา พบว่าจุดเชื่อมต่อสัญญาณดังกล่าวถูกระงับไปแล้วตั้งแต่ก่อนการตรวจสอบของ กสทช. สะท้อนถึงความร่วมมือเชิงรุกระหว่างตำรวจและภาคเอกชนในการป้องกันการใช้โครงข่ายโทรคมนาคมในทางที่ผิด

เขาย้ำว่า กรณีนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่ CIB ทำงานร่วมกับ AIS โดยที่ผ่านมาเคยมีความร่วมมือในหลายคดี ทั้งด้านอินเทอร์เน็ต ISP และสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งนำไปสู่ผลการดำเนินคดีอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงการจับกุมผู้ต้องหาในหลายกรณี

AIS ย้ำใช้อินเทอร์เน็ตได้เฉพาะในไทย ส่งข้อมูล-บิลหนี้ช่วยตำรวจ

ด้าน นายปรัธนา ลีลพนัง ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ของ AIS ชี้แจงว่า การให้บริการอินเทอร์เน็ตของบริษัทมีเงื่อนไขชัดเจนว่าต้องใช้งานภายในประเทศไทยเท่านั้น ห้ามนำไปใช้ในต่างประเทศโดยเด็ดขาด โดยที่ผ่านมา AIS ทำงานร่วมกับหน่วยงานความมั่นคงและตำรวจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ

นายปรัธนากล่าวว่า เมื่อ AIS ได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการใช้งานที่ผิดเงื่อนไข บริษัทได้ดำเนินการตรวจสอบทันที พร้อมส่งข้อมูลรายละเอียดทางเทคนิค รวมถึงใบแจ้งหนี้ให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อใช้เป็นหลักฐานในการสืบสวน ปิดการให้บริการ และดำเนินคดีตามกฎหมาย ยืนยันว่า AIS ไม่มีนโยบายสร้างรายได้ที่บ่อนทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ และจะดำเนินการอย่างเข้มข้นกับผู้ที่ลักลอบใช้งานอินเทอร์เน็ตหรือโครงข่ายโทรคมนาคมในทางที่ผิด

สุวรรณภูมิ-ดอนเมือง คัดกรองเข้มผู้โดยสารจากเวสต์เบงกอล หลังพบความเสี่ยงไวรัสนิปาห์

นายกฯ ชี้ปลดหมอสุภัทรเป็นเรื่อง สธ. ย้ำไม่เคยกลั่นแกล้งใคร