เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ สถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ หรือ สภ.รัตนาธิเบศร์ นายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือ “เสือ ดุสิต” พร้อมพวกรวม 3 คน เข้ามอบตัวต่อพนักงานสอบสวนในคดีรุมทำร้ายร่างกายชายวัย 53 ปี เหตุเกิดเมื่อวันที่ 18 ก.พ.ที่ผ่านมา เบื้องต้นตำรวจแจ้งข้อหาร่วมกันทำร้ายร่างกายจนได้รับบาดเจ็บสาหัส ก่อนควบคุมตัวส่งศาลจังหวัดนนทบุรีทันทีโดยไม่อนุญาตให้ประกันตัว ขณะที่ผู้ต้องหาแสดงความสำนึกผิด ยกมือไหว้ขอโทษ และยอมรับว่าครอบครัวพังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ตำรวจแจ้งข้อหาหนัก ส่งศาลจังหวัดนนทบุรีทันที
คดีนี้อยู่ในความรับผิดชอบของกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี โดย พล.ต.ต.เดชรพี คงดี ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า ผู้ต้องหาทั้งสามรายให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน เบื้องต้นถูกแจ้งข้อหา “ร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส” ซึ่งเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มีโทษจำคุกตามกรอบที่กฎหมายกำหนด
ผู้เสียหายยังคงรักษาตัวในอาการวิกฤติ และอยู่ระหว่างรอผลใบรับรองแพทย์อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะมีผลต่อการพิจารณาข้อกล่าวหาและแนวทางดำเนินคดีในขั้นตอนถัดไป เจ้าหน้าที่จึงคัดค้านการประกันตัวและนำตัวผู้ต้องหาส่งศาลจังหวัดนนทบุรีเพื่อพิจารณาตามกระบวนการยุติธรรม
ผู้ต้องหารับผิด ขอโทษสังคม รับครอบครัวแตกแยก
ด้าน นายสัมฤทธิ์ ริมเถื่อน หรือ “เสือ ดุสิต” เปิดเผยภายหลังเข้ามอบตัวว่า ไม่ได้หลบหนีและตั้งใจเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้น พร้อมยอมรับผิดและขอโทษต่อผู้เสียหาย รวมถึงประชาชนที่ติดตามข่าว
เจ้าตัวยังกล่าวด้วยอารมณ์เคร่งเครียดว่า เหตุการณ์ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อชีวิตส่วนตัวอย่างหนัก ทำให้ความสัมพันธ์ในครอบครัวสิ้นสุดลง หลังใช้ชีวิตคู่มากว่า 9 ปี พร้อมยืนยันว่าจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตามกฎหมาย
ในประเด็นกระแสข่าวการท้าทายเจ้าหน้าที่ ผู้ต้องหาระบุว่าไม่ได้เป็นผู้กล่าวถ้อยคำดังกล่าว และขอให้สังคมรับฟังข้อเท็จจริงจากกระบวนการสอบสวนอย่างเป็นทางการ
คุมตัวชี้จุดเกิดเหตุ ร้านอาหารย่านสนามบินน้ำ
ต่อมาเวลา 10.00 น. เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวนจาก สถานีตำรวจภูธรรัตนาธิเบศร์ ควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้งสามไปยังร้านอาหารย่านสนามบินน้ำ จุดเกิดเหตุบริเวณหน้าห้องน้ำ ซึ่งเป็นสถานที่ปรากฏภาพเหตุชกต่อยจากกล้องวงจรปิด
ระหว่างการชี้จุด ผู้ต้องหาปฏิเสธให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม โดยระบุเพียงว่าได้ให้ข้อมูลไปครบถ้วนแล้ว ก่อนถูกนำตัวกลับไปสอบปากคำเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจ เพื่อรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนตามขั้นตอน
เจ้าหน้าที่ตำรวจย้ำว่าการดำเนินคดีครั้งนี้เป็นไปตามหลักฐานและข้อเท็จจริง โดยให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย ทั้งผู้เสียหายและผู้ต้องหา ซึ่งเป็นหลักพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมทางอาญา

