จับตาโควิดสายพันธุ์ Cicada กลายพันธุ์สูง แพร่กว่า20ประเทศ

ทั่วโลกกำลังเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ “Cicada” หรือ BA.3.2 หลัง องค์การอนามัยโลก (WHO) และ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พบการกลายพันธุ์จำนวนมากและเริ่มแพร่กระจายในอย่างน้อย 20 ประเทศ ตั้งแต่ญี่ปุ่น สหราชอาณาจักร ไปจนถึงเนเธอร์แลนด์ โดยผู้เชี่ยวชาญกังวลว่าสายพันธุ์นี้อาจมีความสามารถหลบภูมิคุ้มกันและเพิ่มความเสี่ยงต่อการระบาดระลอกใหม่ ท่ามกลางอัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลงในหลายพื้นที่

WHO-CDC จับตาใกล้ชิด หลังพบการแพร่กระจายเพิ่มขึ้น

หน่วยงานด้านสาธารณสุขระดับโลกเริ่มยกระดับการเฝ้าระวังสายพันธุ์ BA.3.2 หรือ “Cicada” หลังพบแนวโน้มการติดเชื้อเพิ่มขึ้นในหลายประเทศ โดย ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐ (CDC) รายงานเมื่อวันที่ 19 มีนาคมว่า สัดส่วนผู้ติดเชื้อในสหรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ยังไม่เป็นสายพันธุ์หลัก

ขณะที่ องค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้สายพันธุ์ดังกล่าวอยู่ในกลุ่ม “สายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าระวัง” ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ สะท้อนถึงความไม่แน่นอนของพฤติกรรมไวรัส และความจำเป็นในการติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินความเสี่ยงต่อระบบสาธารณสุข

กลายพันธุ์สูงกว่า 70 ตำแหน่ง เสี่ยงหลบภูมิคุ้มกัน

จุดที่ทำให้สายพันธุ์ “Cicada” ถูกจับตา คือจำนวนการกลายพันธุ์ที่สูงถึงประมาณ 70-75 ตำแหน่ง ซึ่งแตกต่างจากสายพันธุ์ก่อนหน้าอย่าง JN.1 อย่างมีนัยสำคัญ

นักวิชาการด้านโรคติดเชื้ออธิบายว่า การกลายพันธุ์จำนวนมากอาจส่งผลต่อโครงสร้างโปรตีนของไวรัส ทำให้มีโอกาสหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันที่เกิดจากวัคซีนหรือการติดเชื้อก่อนหน้า แม้ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนเกี่ยวกับความรุนแรงของโรค แต่ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องเฝ้าระวัง

แพร่แล้วกว่า 20 ประเทศ บางพื้นที่พุ่งแตะ 30%

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า สายพันธุ์ BA.3.2 ถูกตรวจพบแล้วในอย่างน้อย 20 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศเศรษฐกิจสำคัญในเอเชียและยุโรป

ในบางประเทศ สัดส่วนผู้ติดเชื้อจากสายพันธุ์นี้เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 30% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด สะท้อนถึงศักยภาพในการแพร่กระจายที่อาจสูงขึ้น หากไม่มีมาตรการควบคุมที่เหมาะสม อาจส่งผลให้เกิดแรงกดดันต่อระบบสาธารณสุขในระยะถัดไป

อาการใกล้เคียงสายพันธุ์เดิม แต่พบ “เจ็บคอรุนแรง” มากขึ้น

อาการของผู้ติดเชื้อสายพันธุ์ “Cicada” โดยรวมยังคงคล้ายกับโควิดสายพันธุ์อื่น เช่น น้ำมูกไหล คัดจมูก ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ไอ และการรับกลิ่นหรือรสเปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่าผู้ป่วยบางรายมีอาการเจ็บคอรุนแรงคล้ายมีของมีคมบาด ซึ่งเป็นลักษณะที่พบเพิ่มขึ้นในสายพันธุ์ช่วงหลัง แม้อาการโดยรวมยังไม่ถูกจัดว่าอันตรายมากขึ้น แต่ความผิดปกติดังกล่าวเป็นสัญญาณที่ต้องติดตาม

ผู้เชี่ยวชาญเตือนเสี่ยงระบาดใหม่ หากการ์ดตก

แม้ปัจจุบันในสหรัฐ สายพันธุ์นี้ยังมีสัดส่วนเพียงราว 3.7% ของตัวอย่างทั้งหมด แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า มีความเป็นไปได้ที่ “Cicada” จะกลายเป็นสายพันธุ์หลักในอนาคต

ปัจจัยเสี่ยงสำคัญคืออัตราการฉีดวัคซีนที่ลดลงและมาตรการป้องกันที่ผ่อนคลายในหลายประเทศ ซึ่งอาจเปิดช่องให้ไวรัสแพร่กระจายได้ง่ายขึ้น

ฝากความหวังยากพอกัน