ภูมิใจไทยเตรียมร้อง DSI–ป.ป.ช. สอบดีอี ปม MOU สแกนม่านตาคนไทย

พรรคภูมิใจไทยเดินหน้าขยับเกมการเมือง เตรียมยื่นร้องต่อ DSI และ ป.ป.ช. เอาผิด นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และปลัดกระทรวงฯ หลังตั้งข้อสงสัยกรณีการทำบันทึกความเข้าใจหรือ MOU กับบริษัทเอกชนจากสิงคโปร์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีสแกนม่านตา โดยอ้างว่ามีการปล่อยให้เก็บข้อมูลชีวมิติของประชาชนกว่า 1.2 ล้านรายโดยมิชอบ เสี่ยงกระทบความมั่นคงข้อมูลส่วนบุคคล และอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เหตุเกิดขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2567–2568 ภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงดีอี

“ศุภชัย” เปิดปม MOU ดีอี–บริษัทสิงคโปร์ ตั้งข้อสงสัยความโปร่งใส

เมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 นายศุภชัย ใจสมุทร ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ และแกนนำพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวเปิดประเด็นข้อสงสัยต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บริหารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม โดยชี้ว่าการทำ MOU ระหว่างกระทรวงดีอี กับบริษัทจากสิงคโปร์ในเครือของ นายเบน สมิธ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ระดับโลก มีขั้นตอนเร่งรัดผิดสังเกต

นายศุภชัยระบุว่า กระบวนการสอบถามความเห็นจากหน่วยงานด้านกฎหมาย อาทิ กฤษฎีกา อัยการสูงสุด และกระทรวงการต่างประเทศ เกิดขึ้นภายในวันเดียว ก่อนจะมีการลงนาม MOU ในทันที โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีร่วมเป็นสักขีพยาน ทำให้เกิดคำถามถึงการพิจารณาความเสี่ยงและผลกระทบต่อข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนอย่างรอบคอบเพียงพอหรือไม่

โครงการ World ID กับความเสี่ยงข้อมูลชีวมิติคนไทย

แกนนำพรรคภูมิใจไทยกล่าวต่อว่า ในช่วงต้นปี 2568 บริษัท TIDC Metaverse ในเครือของนายเบน สมิธ ได้พยายามผลักดันโครงการ World ID ซึ่งเป็นระบบยืนยันตัวตนด้วยการสแกนม่านตา แลกกับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยยื่นขออนุญาตต่อหน่วยงานในกำกับของกระทรวงดีอี ได้แก่ ETDA และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

อย่างไรก็ตาม หน่วยงานดังกล่าวไม่อนุญาตในขณะนั้น เนื่องจากกังวลด้านความปลอดภัยของข้อมูลชีวมิติ ซึ่งถือเป็น “ข้อมูลอ่อนไหว” ตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่ต่อมาในเดือนมิถุนายน 2568 กลับตรวจพบว่ามีการดำเนินการสแกนม่านตาประชาชนและเชิญชวนเข้าสู่ระบบแล้วกว่า 1.2 ล้านราย สร้างความกังวลต่อการรั่วไหลและการนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบ

กล่าวหาละเว้นหน้าที่ เสี่ยงซ้ำรอยคดีจำนำข้าว

นายศุภชัยอ้างว่า ปลัดกระทรวงดีอีได้รายงานข้อมูลการตรวจพบดังกล่าวให้รัฐมนตรีทราบตามลำดับชั้นแล้ว แต่กลับไม่มีคำสั่งระงับยับยั้งหรือกำกับตรวจสอบอย่างใกล้ชิด ส่งผลให้ข้อมูลชีวมิติของประชาชนตกอยู่ในความเสี่ยง อาจถูกนำไปใช้สร้างบัญชีม้า หรือก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีในอนาคต

กรณีนี้ถูกมองว่าอาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต โดยนายศุภชัยเปรียบเทียบว่า มีลักษณะคล้ายคดีจำนำข้าว ซึ่งศาลเคยวินิจฉัยว่าผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีความผิดฐานปล่อยปละละเลยให้เกิดความเสียหายต่อประเทศและประชาชน

เตรียมยื่น DSI–ป.ป.ช. เดินหน้าตรวจสอบเชิงลึก

แกนนำพรรคภูมิใจไทยยืนยันว่า จะนำข้อมูลและพยานหลักฐานทั้งหมดเข้ายื่นต่อ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้มีการสอบสวนอย่างเป็นทางการ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานอิสระเร่งตรวจสอบเพื่อสร้างความชัดเจนแก่สังคม

ทภ.2 ยืนยันกัมพูชายิงปืน ค. ใส่ฐานไทย เนิน 469 ทหารบาดเจ็บ 1 นาย

“บิ๊กป้อม” ลาออกหัวหน้าพลังประชารัฐ ดัน “ตรีนุช” ขึ้นคุมพรรค