สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ส่งหนังสือถึงสำนักงาน คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ขอให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและส่งเอกสารหลักฐานภายใน 15 วัน กรณีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับคุณสมบัติของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. และการอาจมีการละเว้นไม่ดำเนินการตามกฎหมาย โดยหนังสือลงวันที่ 1 เมษายน 2569 ตั้งคำถามสำคัญถึงอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และแนวทางปฏิบัติหากพบว่าผู้ดำรงตำแหน่งอาจขาดคุณสมบัติ
ป.ป.ช.เปิดเกมตรวจสอบ ชี้ชัด 3 คำถามโครงสร้างอำนาจ
สาระสำคัญของหนังสือจาก ป.ป.ช. อยู่ที่การตั้งคำถาม 3 ประเด็นหลักเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบคุณสมบัติของกรรมการ กสทช. ว่าอยู่ในอำนาจของหน่วยงานใด และหากพบข้อบกพร่องจะต้องดำเนินการอย่างไรตามกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังครอบคลุมถึงกรณีเฉพาะเมื่อข้อสงสัยเกิดขึ้นกับตัวประธาน กสทช. เอง ว่าคณะกรรมการหรือหน่วยงานใดมีหน้าที่ต้องดำเนินการต่อ ซึ่งสะท้อนการตรวจสอบเชิงโครงสร้าง ไม่ใช่เพียงการขอข้อมูลทั่วไป แต่เป็นการวางกรอบความรับผิดชอบอย่างชัดเจน
ปมคุณสมบัติ “นพ.สรณ” ถูกตั้งข้อสังเกตต่อเนื่อง
ประเด็นสำคัญอยู่ที่ข้อกล่าวหาว่า อาจมีการละเว้นไม่นำความกราบบังคมทูลเพื่อให้ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่ง ทั้งที่มีข้อสงสัยเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ข้อสงสัยดังกล่าวเชื่อมโยงกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ซึ่งกำหนดเงื่อนไขเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งอย่างเข้มงวด หากพบว่ามีการฝ่าฝืน อาจนำไปสู่ผลทางกฎหมายที่มีนัยสำคัญ
ไทม์ไลน์แต่งตั้ง-ข้อเท็จจริงใหม่ จุดชนวนข้อถกเถียง
ย้อนกระบวนการสรรหา พบว่า นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ได้รับการคัดเลือกตั้งแต่ปี 2564 ผ่านการเห็นชอบของวุฒิสภา และได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งอย่างเป็นทางการในปี 2565 ตามขั้นตอนของกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลอีกด้านที่ถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบภายหลัง ระบุถึงช่วงเวลาการลาออกจากตำแหน่งในหน่วยงานรัฐและภาคเอกชน ซึ่งอาจมีความคลาดเคลื่อนหรือไม่ครบถ้วนตามข้อกำหนด ทำให้เกิดข้อสงสัยทางกฎหมายต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
ช่องว่างกฎหมาย-ใครมีอำนาจชี้ขาดยังไม่ชัด
หนึ่งในประเด็นสำคัญที่ ป.ป.ช. ต้องการคำตอบ คือ “ใครมีอำนาจชี้ขาด” หากพบว่าประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติ เนื่องจากกฎหมายไม่ได้ระบุขั้นตอนปฏิบัติไว้อย่างชัดเจนในกรณีเช่นนี้
นักกฎหมายมองว่า ช่องว่างดังกล่าวอาจนำไปสู่ปัญหาการตีความและความล่าช้าในการดำเนินการ โดยเฉพาะเมื่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีบทบาทสิ้นสุดไปแล้วในขั้นตอนก่อนหน้า เช่น คณะกรรมการสรรหา
ภายใน กสทช. ตึงเครียด ปมสั่งไม่ให้นำเรื่องเข้าที่ประชุม
แหล่งข่าวภายในระบุว่า บรรยากาศในสำนักงาน กสทช. เริ่มตึงเครียด หลังมีคำสั่งไม่ให้นำประเด็นดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการ หรือแจ้งให้กรรมการรับทราบ โดยให้ยึดแนวทางเดิมว่าการตรวจสอบคุณสมบัติได้เสร็จสิ้นไปแล้ว
ขณะเดียวกัน ยังมีการยืนยันว่าการแต่งตั้งที่ผ่านมาเป็นไปตามกระบวนการครบถ้วน ทั้งการสรรหา การเห็นชอบของวุฒิสภา และการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง ทำให้ไม่ควรมีการตีความเพิ่มเติมนอกกรอบเดิม
จับตาคำชี้แจง 15 วัน ชี้ทิศทางคดีเชิงโครงสร้าง
การกำหนดกรอบเวลา 15 วันในการส่งเอกสารและข้อเท็จจริง สะท้อนว่ากรณีนี้ถูกยกระดับเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นทางการ แม้ยังไม่ถึงขั้นวินิจฉัย แต่มีนัยสำคัญต่อทิศทางของคดี
ผู้สังเกตการณ์มองว่า คำชี้แจงของ กสทช. จะเป็นตัวกำหนดว่าประเด็นนี้จะยุติลง หรือขยายไปสู่การตรวจสอบเชิงลึกเกี่ยวกับความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้องในระบบราชการ


