ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ให้จำคุก “แย้ม อินทร์กรุงเก่า” หรือ “ทิดแย้ม” อดีตเจ้าอาวาสวัดไร่ขิง เป็นเวลา 50 ปี ในคดียักยอกเงินวัดมูลค่ากว่า 2,000 ล้านบาท พร้อมลงโทษจำคุกผู้ร่วมคดีอีกหลายราย โดย “สีกาเก็น” และจำเลยอื่นรวม 4 คน ถูกตัดสินจำคุกคนละ 8 ปี ทั้งหมดเตรียมยื่นอุทธรณ์ ขณะที่ศาลไม่อนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว เนื่องจากคดีมีอัตราโทษสูงและมีความเสี่ยงหลบหนี
ศาลชี้ความผิดร้ายแรง ยักยอกทรัพย์วัดมูลค่ามหาศาล
คดีนี้มีจุดเริ่มต้นจากการที่พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามยื่นคำร้องต่อศาล เพื่อดำเนินคดีกับ แย้ม อินทร์กรุงเก่า ในฐานะเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของวัด แต่กลับถูกกล่าวหาว่าเบียดบังทรัพย์ไปเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้วเห็นว่า การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรง เนื่องจากเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินของศาสนสถานและศรัทธาของประชาชน จึงมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกเป็นเวลานานถึง 50 ปี
ผู้ร่วมคดีถูกจำคุก 8 ปี ศาลไม่ให้ประกัน
นอกจากจำเลยหลักแล้ว ศาลยังมีคำพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2-5 ได้แก่ “อรัญญาวรรณ” หรือ “สีกาเก็น” รวมถึงผู้เกี่ยวข้องรายอื่น ในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำความผิด โดยกำหนดโทษจำคุกคนละ 8 ปี
ในชั้นพิจารณาคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว ศาลเห็นว่าคดีมีอัตราโทษสูง และมีพฤติการณ์ที่อาจหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ประกันตัว ส่งผลให้จำเลยทั้งหมดต้องถูกควบคุมตัวระหว่างดำเนินกระบวนการทางกฎหมายต่อไป
คดีสะท้อนปัญหาการบริหารทรัพย์สินวัด
คดีวัดไร่ขิงถือเป็นหนึ่งในคดีทุจริตที่ได้รับความสนใจจากสังคม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับเงินจำนวนมากและบุคคลในสถานะทางศาสนา ซึ่งตามกฎหมายแล้ว เจ้าอาวาสถือเป็นผู้มีหน้าที่ดูแลทรัพย์สินของวัดในฐานะ “เจ้าพนักงาน” หากมีการนำทรัพย์ไปใช้โดยมิชอบ จะเข้าข่ายความผิดฐานยักยอกและทุจริต
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายมองว่า คดีลักษณะนี้สะท้อนความจำเป็นในการเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัด และการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันการกระทำผิดในลักษณะเดียวกันในอนาคต
จำเลยเตรียมอุทธรณ์สู้คดีในชั้นต่อไป
ภายหลังคำพิพากษา จำเลยทั้งหมดได้แสดงเจตนาขอยื่นอุทธรณ์ เพื่อขอให้ศาลชั้นสูงพิจารณาทบทวนคำตัดสิน ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามกระบวนการยุติธรรมของไทย
กระบวนการอุทธรณ์จะเป็นขั้นตอนสำคัญในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายอีกครั้ง โดยศาลจะพิจารณาจากพยานหลักฐานเดิมและข้อโต้แย้งเพิ่มเติมจากฝ่ายจำเลยและอัยการ


