สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ สหภาพฯ NT ยื่นหนังสือถึง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขอให้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายเพื่อนำความกราบบังคมทูลให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (ประธาน กสทช.) พ้นจากตำแหน่ง หลังคณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 วินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติจากกรณีรับค่าตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่แพทย์รายชั่วโมง พร้อมเดินหน้าร้องเรียนต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม
สหภาพฯ NT ขอรัฐบาลเดินหน้าตามกฎหมาย หลังมติสรรหาชี้ขาดคุณสมบัติ
เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 นายเชิดชัย กัลยาวุฒิพงศ์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) ลงนามในหนังสือเลขที่ สร.ทช.161/2569 ถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ดำเนินการตามขั้นตอนที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย และนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ พ้นจากตำแหน่งประธาน กสทช.
หนังสือดังกล่าวอ้างอิงถึงหนังสือที่สหภาพฯ เคยยื่นเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ซึ่งขอให้นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจตามมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 พร้อมแนบเอกสารและข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาในประเด็นคุณสมบัติของประธาน กสทช.
อ้างคำวินิจฉัย 4 ต่อ 0 ปมรับค่าตอบแทนแพทย์รายชั่วโมง
สหภาพฯ NT ระบุว่า คณะกรรมการสรรหา กสทช. มีมติเมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 ตามคำวินิจฉัยที่ 1/2569 ด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ 4 ต่อ 0 เห็นว่า ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช.
คำวินิจฉัยดังกล่าวอ้างอิงข้อเท็จจริงว่า ระหว่างวันที่ 8 มกราคม ถึงวันที่ 12 เมษายน 2565 นพ.สรณยังปฏิบัติหน้าที่เป็นแพทย์โดยได้รับค่าตอบแทนรายชั่วโมง ซึ่งคณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาจากเอกสารของมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงหนังสือชี้แจงของเจ้าตัวที่ยอมรับข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และการรับค่าตอบแทนในช่วงเวลาดังกล่าว ก่อนมีมติว่ามีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย
ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นข้อถกเถียงสำคัญเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ เนื่องจากกฎหมายกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการ กสทช. ไว้อย่างชัดเจน เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนและรักษาความเป็นอิสระขององค์กร
ย้ำบทบาทสหภาพฯ พร้อมร้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบข้อเท็จจริง
สหภาพแรงงาน NT ระบุว่า การดำเนินการครั้งนี้เป็นไปตามบทบาทขององค์กรแรงงานรัฐวิสาหกิจที่กำหนดไว้ในมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติแรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ พ.ศ.2543 ซึ่งให้อำนาจและหน้าที่ในการติดตาม รวมถึงเสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมาย เพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐวิสาหกิจและประโยชน์สาธารณะ
นอกจากการยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีแล้ว สหภาพฯ ยังระบุว่าจะดำเนินการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในประเด็นที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยเห็นว่ากรณีดังกล่าวควรได้รับการตรวจสอบอย่างรอบด้านและเป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย

