นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ อดีตผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน และที่ปรึกษาประธาน กมธ.พัฒนาการเมือง ตั้งข้อสังเกตกรณี นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ นัดประชุมบอร์ด กสทช. ต่อเนื่อง 6 ครั้งในเดือนกันยายน ทั้งที่อยู่ระหว่างรอขั้นตอนโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่ง โดยกังวลว่าการประชุมที่เกิดขึ้นอาจเกี่ยวข้องกับการเร่งพิจารณางบกองทุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานและบริการเพื่อสังคม หรือกองทุน USO ฉบับที่ 4 วงเงิน 18,582 ล้านบาท พร้อมเรียกร้องให้ตรวจสอบความเหมาะสมและความโปร่งใสของการจัดสรรงบประมาณ หลังพบหลายโครงการที่ถูกตั้งคำถามเรื่องประสิทธิภาพและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น
“หมอสุภัทร” จี้ นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2569 นพ.สุภัทร กล่าวถึงกรณี นพ.สรณ นัดประชุมบอร์ด กสทช. 6 ครั้งในเดือนกันยายนว่า เห็นว่าควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. เนื่องจากกระบวนการเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่งได้เข้าสู่ขั้นตอนทูลเกล้าฯ แล้ว และอยู่ระหว่างรอการโปรดเกล้าฯ
นพ.สุภัทร ระบุว่า การเดินหน้าปฏิบัติหน้าที่ต่อในช่วงที่สถานะอยู่ระหว่างกระบวนการดังกล่าว อาจทำให้เกิดข้อกังขาต่อการทำงานของ กสทช. โดยเฉพาะการตัดสินใจเรื่องสำคัญที่อาจมีผลผูกพันต่อองค์กร จึงเห็นว่าควรคำนึงถึงความเหมาะสมและผลกระทบที่จะตามมา

ตั้งข้อสังเกตประชุม 6 นัด อาจเร่งอนุมัติงบ USO
นพ.สุภัทร ตั้งข้อสังเกตว่า การนัดประชุม กสทช. ต่อเนื่องอาจมีเป้าหมายเพื่อเร่งพิจารณาหรือลงนามอนุมัติโครงการภายใต้กองทุน USO ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดเก็บเงินจากผู้ประกอบการโทรคมนาคมตามกฎหมาย เพื่อนำไปสนับสนุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานและบริการเพื่อสังคม
เขาระบุว่า โครงการภายใต้กองทุน USO มีวงเงินระดับหลายหมื่นล้านบาท ขณะที่บางโครงการถูกตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพและความคุ้มค่า รวมถึงข้อกังวลว่าอาจเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางราย จึงเห็นว่าการจัดสรรงบประมาณควรได้รับการตรวจสอบอย่างละเอียดและโปร่งใส
เตือนลงนามงบผูกพัน เสี่ยงเกิดปัญหาทางกฎหมาย
นพ.สุภัทร ยังเรียกร้องให้ นพ.สรณ หลีกเลี่ยงการอนุมัติหรือลงนามโครงการใด ๆ ในนามประธาน กสทช. ในช่วงที่กำลังรอขั้นตอนเกี่ยวกับการพ้นจากตำแหน่ง เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลงสถานะในภายหลัง อาจเกิดข้อถกเถียงถึงผลทางกฎหมายของการดำเนินการที่เกิดขึ้นก่อนหน้านั้น
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวเป็นข้อสังเกตและข้อกังวลที่ นพ.สุภัทร นำเสนอ โดยผลทางกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่และผลผูกพันของการลงนามยังต้องพิจารณาตามกฎหมายและกระบวนการของหน่วยงานที่มีอำนาจ
จับตางบ USO ฉบับ 4 วงเงิน 18,582 ล้านบาท
ก่อนหน้านี้ นพ.สุภัทร เคยตั้งข้อสังเกตว่า งบกองทุน USO ฉบับที่ 4 วงเงิน 18,582 ล้านบาท อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้มีความพยายามเดินหน้าการประชุม กสทช. อย่างต่อเนื่อง โดยระบุว่าโครงการดังกล่าวถูกนำเข้าสู่การพิจารณาในช่วงเดือนสิงหาคม
กองทุน USO หรือกองทุนบริการโทรคมนาคมพื้นฐานและบริการเพื่อสังคม มีเป้าหมายสนับสนุนให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการโทรคมนาคม โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลและกลุ่มที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการ ขณะที่งบ USO ฉบับที่ 4 ถูกตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรูปแบบการจัดสรรในหลายโครงการ
งบก้อนแรก 4,500 แห่ง จัดอุปกรณ์ Telemedicine รพ.สต.
สำหรับการจัดสรรงบ USO ฉบับที่ 4 ตามข้อมูลที่ นพ.สุภัทร เปิดเผย ก้อนแรกเป็นงบสำหรับ กระทรวงมหาดไทย เพื่อจัดหาอุปกรณ์ Telemedicine หรือระบบแพทย์ทางไกลให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือ รพ.สต. จำนวนประมาณ 4,500 แห่ง ผ่านกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
โครงการลักษณะดังกล่าวมีเป้าหมายเพิ่มโอกาสให้ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ เข้าถึงบริการทางการแพทย์ผ่านระบบสื่อสาร แต่ นพ.สุภัทร เห็นว่าควรตรวจสอบรายละเอียดทั้งรูปแบบการจัดซื้อ งบประมาณ และประสิทธิภาพของโครงการ เพื่อให้มั่นใจว่าเงินกองทุนถูกใช้ตรงตามวัตถุประสงค์และเกิดประโยชน์สูงสุด
งบก้อนสอง 6,631 ล้าน ให้มูลนิธิ ConnectED ซื้อคอมพิวเตอร์
ก้อนที่สองเป็นงบประมาณประมาณ 6,631 ล้านบาท สำหรับ มูลนิธิ ConnectED เพื่อนำไปจัดซื้อคอมพิวเตอร์ให้สถานศึกษากว่า 600 แห่ง โดย นพ.สุภัทร ตั้งข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ของมูลนิธิกับผู้ประกอบการโทรคมนาคมรายใหญ่ และเรียกร้องให้มีการตรวจสอบอย่างละเอียด
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่ความเหมาะสมของผู้รับงบประมาณ กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ตลอดจนความคุ้มค่าของโครงการเมื่อเทียบกับวงเงินที่ใช้ โดยข้อกล่าวหาหรือข้อสงสัยเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้เอกชนยังเป็นประเด็นที่ต้องมีข้อมูลและการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประกอบ
งบก้อนสาม ติดตั้งอินเทอร์เน็ตชายแดน-ชุมชน 512 แห่ง
ก้อนที่สามเกี่ยวข้องกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านอินเทอร์เน็ต โดยข้อมูลที่ นพ.สุภัทร ระบุถึงการติดตั้งอินเทอร์เน็ตในหมู่บ้านชายแดนผ่านกองทัพ รวมถึงการติดตั้งอินเทอร์เน็ตในชุมชนจำนวน 512 แห่งผ่าน การเคหะแห่งชาติ
โครงการดังกล่าวถูกตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของหน่วยงานที่เข้ามาดำเนินการ รวมถึงกระบวนการจัดสรรงบประมาณและความเกี่ยวข้องของบุคคลในหน่วยงานต่าง ๆ โดยประเด็นทั้งหมดควรตรวจสอบจากรายละเอียดโครงการและเอกสารการอนุมัติงบประมาณ เพื่อให้สามารถประเมินความคุ้มค่าและความโปร่งใสได้อย่างเป็นธรรม


