ฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ประเมินเหตุความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ว่า อาจเป็นการตอบโต้การปฏิบัติการของภาครัฐที่เข้มข้นขึ้น หลังเกิดเหตุโจมตีเจ้าหน้าที่ความมั่นคง พร้อมระบุว่ายังไม่สามารถชี้ชัดได้ว่า BRN เป็นผู้เกี่ยวข้องโดยตรง เนื่องจากอาจมีปัจจัยแทรกซ้อนทั้งกลุ่มก่อความไม่สงบ อาชญากรรม และสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ ขณะที่ฝ่ายความมั่นคงยืนยันพร้อมดูแลความปลอดภัยประชาชน และเตรียมประสานงานรับมือการประชุม ครม.สัญจรที่จังหวัดสงขลาในช่วงปลายเดือนสิงหาคม
เลขาฯ สมช. ประเมินเหตุป่วนใต้ อาจเป็นการตอบโต้รัฐ
วันที่ 24 สิงหาคม 2569 ฉัตรชัยกล่าวภายหลังร่วมประชุมหน่วยงานด้านความมั่นคง โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานว่า ที่ประชุมได้ประเมินสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ภาคใต้ ขณะนี้กองทัพภาคที่ 4 อยู่ระหว่างขับเคลื่อนภารกิจและพิสูจน์ทราบกลุ่มที่เข้ามาก่อเหตุ
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายจุด ฉัตรชัยระบุว่า ไม่ใช่สถานการณ์ใหม่ เนื่องจากพื้นที่ชายแดนภาคใต้เคยเกิดเหตุความไม่สงบในลักษณะดังกล่าวมาแล้วหลายครั้ง โดยในปีนี้เกิดเหตุลักษณะดังกล่าวมาแล้ว 2 ครั้ง
ฉัตรชัยมองว่า ปัจจัยหนึ่งอาจเกิดจากกลุ่มผู้ก่อเหตุหรือคนในพื้นที่ต้องการแสดงการตอบโต้หรือแสดงสัญลักษณ์ต่อภาครัฐ หลังฝ่ายความมั่นคงเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติการ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดการตอบโต้กลับ

ยังไม่ฟันธง BRN ชี้อาจมีภัยแทรกซ้อน
เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวว่ากลุ่มเยาวชนของ BRN อาจอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ครั้งนี้ เลขาฯ สมช. ระบุว่า ยังต้องตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด และไม่ควรด่วนสรุปว่าเป็นการดำเนินการของ BRN เพียงกลุ่มเดียว
ฉัตรชัยมองว่า เหตุการณ์อาจมีลักษณะผสมผสาน โดยอาจมีกลุ่มภัยแทรกซ้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งต้องพิจารณาทั้งรูปแบบการก่อเหตุและเป้าหมาย โดยเฉพาะกรณีการวางเพลิงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่อาจมีปัจจัยเฉพาะพื้นที่เข้ามาเกี่ยวข้อง
นอกจากนี้ ยังต้องตรวจสอบความเป็นไปได้ของปัจจัยด้านอาชญากรรมและสิ่งผิดกฎหมายในพื้นที่ เพื่อให้การวิเคราะห์สาเหตุมีความรอบด้าน และไม่เหมารวมว่าเหตุการณ์ทั้งหมดเกิดจากขบวนการเดียวกัน
ชี้เป้าหมายหลักกระทบทรัพย์สิน ยังไม่พบผู้เสียชีวิต
ฉัตรชัยระบุว่า หากพิจารณาลักษณะเหตุการณ์ที่ผ่านมา จะเห็นว่ายังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชุดดังกล่าว ขณะที่ความเสียหายส่วนใหญ่เกิดขึ้นกับทรัพย์สิน โดยมีที่ทำการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับผลกระทบประมาณ 15 แห่ง ส่วนเหตุอื่นเป็นการวางเพลิงในพื้นที่ต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม การประเมินจำนวนเหตุการณ์ต้องพิจารณาตามลักษณะและความรุนแรงของแต่ละเหตุ ไม่สามารถนับวัตถุหรือจุดก่อกวนทุกจุดเป็นเหตุการณ์แยกกันทั้งหมด เพราะอาจทำให้ตัวเลขไม่สะท้อนภาพรวมของสถานการณ์อย่างแท้จริง
ขณะนี้ตำรวจและกองทัพภาคที่ 4 อยู่ระหว่างตรวจสอบพยานหลักฐานและวิเคราะห์ว่าแต่ละเหตุการณ์มีความเชื่อมโยงกันหรือไม่ รวมถึงต้องพิสูจน์ว่าผู้ก่อเหตุเป็นกลุ่มใดและมีเป้าประสงค์อย่างไร
มั่นใจดูแล ครม.สัญจรสงขลาได้
ส่วนข้อกังวลว่าจะเกิดเหตุความไม่สงบในช่วงการประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการ หรือ ครม.สัญจร ที่จังหวัดสงขลาในช่วงปลายเดือนสิงหาคม ฉัตรชัยยืนยันว่า ฝ่ายความมั่นคงไม่ได้มีความกังวลเป็นพิเศษ และมีความพร้อมในการดูแลความปลอดภัย
ทั้งนี้ หน่วยงานด้านความมั่นคงจะประสานการทำงานกับหน่วยงานในพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยมีผู้บัญชาการทหารบกและกองทัพภาคที่ 4 ดูแลสถานการณ์อย่างเต็มที่ เพื่อให้การจัดประชุม ครม.สัญจร สามารถดำเนินไปได้ตามกำหนดและประชาชนในพื้นที่ได้รับความปลอดภัย
เร่งคุมชายแดน สกัดผู้ก่อเหตุหลบหนีออกนอกประเทศ
สำหรับการประสานงานกับมาเลเซียเพื่อป้องกันผู้ก่อเหตุหลบหนีออกทางชายแดน ฉัตรชัยระบุว่า ขณะนี้ทางการมาเลเซียเพิ่มความเข้มงวดในการควบคุมการเข้าออกประเทศ รวมถึงปิดท่าข้ามตามช่องทางธรรมชาติบางแห่ง
จากมาตรการดังกล่าว ฝ่ายความมั่นคงประเมินเบื้องต้นว่า เหตุการณ์ครั้งนี้มีแนวโน้มเกี่ยวข้องกับผู้ก่อเหตุที่อยู่ภายในพื้นที่ อย่างไรก็ตาม การพิสูจน์ตัวบุคคลและเส้นทางการเคลื่อนไหวยังต้องอาศัยข้อมูลจากการข่าวและการสืบสวนเพิ่มเติม
ฉัตรชัยระบุว่า การรับมือสถานการณ์ต้องดำเนินการควบคู่กัน 3 ด้าน ได้แก่ การข่าว ขีดความสามารถในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ความมั่นคง และการดูแลพื้นที่ชายแดน พร้อมบูรณาการข้อมูลระหว่างส่วนกลางกับหน่วยงานในพื้นที่
นายกฯ กำชับยึดความปลอดภัยประชาชนเป็นหลัก
เลขาฯ สมช. ระบุว่า นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้ทุกหน่วยงานให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของประชาชนเป็นอันดับแรก พร้อมเร่งบังคับใช้กฎหมายให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว ขณะที่ฝ่ายทหาร ตำรวจ และฝ่ายปกครองต้องเพิ่มความเข้มข้นในการปฏิบัติงานร่วมกัน
สำหรับข้อสันนิษฐานว่าเหตุการณ์อาจมีมูลเหตุทางการเมือง ฉัตรชัยมองว่า อาจเป็นการตอบโต้เพื่อแสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุยังมีศักยภาพและขีดความสามารถ หลังภาครัฐเพิ่มความเข้มข้นในการปราบปราม โดยเฉพาะหลังเกิดเหตุโจมตีทหารพรานจนเสียชีวิต 5 นาย
อย่างไรก็ตาม เลขาฯ สมช. ย้ำว่า ยังไม่ควรสรุปว่าเป็นฝีมือของกลุ่มขบวนการใดโดยตรง เนื่องจากอาจมีปัจจัยอื่นแทรกซ้อน และตั้งข้อสังเกตว่าเหตุบางส่วนเกิดขึ้นกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จึงจำเป็นต้องตรวจสอบด้วยว่าอาจมีปัจจัยเฉพาะของแต่ละพื้นที่เข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
การข่าวรู้ว่าจะเกิดเหตุ แต่ระบุวันเวลาได้ยาก
กรณีที่ สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าฝ่ายการข่าวทราบล่วงหน้าว่าอาจเกิดเหตุ ฉัตรชัยกล่าวว่า การข่าวสามารถรับรู้แนวโน้มได้ แต่การระบุวัน เวลา และสถานที่เกิดเหตุอย่างแม่นยำเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
ดังนั้น ฝ่ายความมั่นคงจึงต้องนำข้อมูลการข่าวมาประกอบกับการปฏิบัติในพื้นที่ และเพิ่มความสามารถในการป้องกันเหตุให้มากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยงและโครงสร้างพื้นฐานที่อาจตกเป็นเป้าหมาย

