แก้ กม.สางปม “กากอุตฯ” ดึงค่าธรรมเนียมโรงงาน 4 ตั้ง “กองทุน”

ปมร้อนกรณีที่มีการพบเจอกากแร่แคดเมียมจำนวน 15,000 ตัน ภายในโรงงานบริษัท เจ แอนด์ บี เมททอล จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 5 เมษายน 2567 ตามมาด้วยเหตุเพลิงไหม้โรงงานวิน โพรเสส จ.ระยอง เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2567 ส่งผลให้รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการจัดการทั้งการเยียวยา บทลงโทษ

รวมถึงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการด้านการจัดการกากของเสียอันตราย โดยเฉพาะบริษัทและโรงงานกำจัดกากของเสีย ส่งผ่านมาถึงรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร ภายใต้การนำของ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ที่รับไม้ต่อจาก นางสาวพิมพ์ภัทรา วิชัยกุล ได้มอบนโยบายต่อข้าราชการ เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2567

เอกนัฏ พร้อมพันธุ์

โดยได้กำชับ “นายจุลพงษ์ ทวีศรี” อธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ในฐานะหน่วยงานที่กำกับ ควบคุม และดูแลโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมด ในเรื่องนโยบายการปฏิรูปอุตสาหกรรมไทย คือเรื่องของการคืนน้ำและอากาศสะอาดให้กับประชาชน การจัดการกากที่เป็นสารพิษ ส่วนเหตุที่เกิดขึ้นมาแล้วด้วยการต้องเข้าไปเร่งฟื้นฟู

โดยเฉพาะตัวกฎหมายโรงงาน ด้วยการเพิ่มบทลงโทษผู้ที่ทำผิดกฎหมาย รวมทั้งจะมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อฟื้นฟูจากผลกระทบที่เกิดขึ้นกับประชาชนและสิ่งแวดล้อม ในโอกาสที่ได้มีการแก้กฎหมาย พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 ในส่วนของการจัดการกับโรงงานอุตสาหกรรมที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ชีวิต ทรัพย์สิน ชุมชน

ส่งไม้ต่อ อธิบดีใหม่

นายจุลพงษ์กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในส่วนของเรื่องกฎหมายนั้นยอมรับว่ารัฐมนตรีจริงจังและเอาจริงมากกับเรื่องนี้ โดยขอให้เราเร่งรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียให้เสร็จ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่า “นายจุลพงษ์” ได้เกษียณอายุราชการไปเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ที่ผ่านมา แต่ภารกิจสำคัญเรื่องนี้ ได้ส่งมอบต่อมายัง “นายพรยศ กลั่นกรอง” รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม ซึ่งจะรับหน้าที่เป็นรักษาการ อธิบดี กรอ. อันดับ 1 และนายสุนทร แก้วสว่าง รองอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม เป็นรักษาการ กรอ. อันดับ 2 ให้ช่วยกันเร่งดำเนินการเรื่องแก้กฎหมายต่อให้เสร็จตามแผน

ปรับแก้บทลงโทษ

สำหรับกฎหมายฉบับใหม่ ได้ปรับทบทวนบทลงโทษในกรณีที่มีการฝ่าฝืนเรื่องกากอุตสาหกรรมโรงงาน จากเดิมเป็นโทษปรับเพียงอย่างเดียว จากนี้จะเพิ่มมูลค่าการปรับให้มันสูงขึ้น ส่วน “อัตราค่าปรับ” นั้น พิจารณาจากข้อเท็จจริงกรณีที่มีเหตุลักลอบทิ้งกากขยะอุตสาหกรรม แต่ละครั้งนั้นเราต้องใช้เงินเท่าไร ตามกฎหมายที่มีอยู่ไม่เกิน 200,000 บาท แต่ กรอ.เคยพบเคสที่มีการลักลอบทิ้งกากขยะที่มีมูลค่ามันไปถึง 8,000,000 บาท

“เรื่องปรับก็คือปรับ แต่สิ่งที่ต้องมานั่งคิดต่อคือ ปรับแล้วไม่มีจ่ายเราจะทำอย่างไร เราจึงต้องมาเพิ่มหลักประกันความเสียหายเข้ามาอีก และเพิ่มกองทุนเข้ามา เพราะถ้าเสียหายมาก ๆ เราก็ต้องมีเงินเอาไปเยียวยาฟื้นฟูก่อน เพราะเรารอฟ้องคดีไม่ไหว เราต้องเยียวยาก่อนแล้วค่อยไปฟ้องคดีตามทีหลัง” นายจุลพงษ์กล่าว

ดังนั้น ใน พ.ร.บ.โรงงานที่แก้ไขเรื่องบทลงโทษทางด้านการเงินจึงมี 2 ส่วน คือ หลักประกันความเสียหายจากบริษัทโรงงานที่กำจัดกาก และที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อมรวมถึงชุมชน และเรื่องตั้งกองทุนแก้ปัญหาผลกระทบจากกากของเสียขึ้นมา โดยจะเอารายได้ของ กรอ.ที่เก็บจากโรงงานอุตสาหกรรมทั้งหมดส่งเข้าไปในกองทุนนี้ ซึ่งไม่ว่าจะเป็นค่าธรรมเนียมโรงงานรายปี เงินค่าปรับที่ต้องส่งเงินเข้ากระทรวงการคลังอยู่แล้ว

ดึงค่าธรรมเนียมมาใช้

นายจุลพงษ์กล่าวว่า ในแต่ละปีนั้นมีการเก็บค่าธรรมเนียมจากโรงงานที่มี รง.4 ปีละประมาณ 300 ล้านบาท จากนั้นก็ส่งให้กระทรวงการคลังทั้งหมด แต่ในร่างแก้ไขกำหนดว่า หลังจากนี้จึงขอไม่ส่ง โดยจะขอเอามาไว้ในกองทุนก่อนเพื่อนำไปเยียวยา จากนั้นจึงจะดำเนินการฟ้องร้องเอาเงินค่าเสียหายจากโรงงานที่สร้างปัญหาหรือเกิดเหตุเหล่านั้นคืนกลับมา

“ถามว่าแล้วกระทรวงการคลังยอมหรือไม่ คลังเขาก็โอเคอยู่แล้ว เพราะเป้าหมายของรัฐบาลชัดเจนว่า นโยบายจะต้องจัดการเรื่องกากให้ได้”

ส่วนที่ 2 คือการเพิ่มโทษจำคุกเข้ามา สำหรับการรับฟังความคิดเห็น 1 ครั้ง ครั้งเดียวที่เป็นครั้งใหญ่ แต่ก่อนนี้เปิดรับฟังความคิดเห็นรอบเล็กมีหลายครั้งแล้ว โดยผลการรับฟังความคิดเห็นจากเดิมต้องสรุปเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2567 ที่ผ่านมา แต่ได้เลื่อนมาเป็นวันที่ 4 ตุลาคม 2567 สิ่งที่จะเห็นนอกจากนี้ก็คือเรื่องของการไล่ตอบประเด็นที่หลายส่วนกังวล คนที่ไม่เห็นด้วยกี่เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วยประเด็นไหน รวบรวมข้อเสนอเข้ามาแล้วมาปรับร่างของกฎหมาย จากนั้นจะเตรียมเสนอ ครม. ภายในเดือนตุลาคม 2567 นี้

ดึงญี่ปุ่นพันธมิตรกำจัดกาก

สำหรับการจัดการกากที่อยู่ในกระบวนการดำเนินงานนั้น ก่อนหน้านี้นายจุลพงษ์ได้เดินทางไปญี่ปุ่น เพื่อดึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาช่วยในเรื่องของการจัดการกาก

แต่หลังกลับจากญี่ปุ่น “นายจุลพงษ์” ยื่นขอลาออกจากตำแหน่งอธิบดี แม้ว่าประเด็นนี้จะสร้างความสงสัยให้กับพันธมิตรญี่ปุ่น แต่ทางญี่ปุ่นยังดำเนินการช่วยเหลือไทยในการจัดการกากอุตสาหกรรมต่อไป

นับได้ว่าญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรที่ดีมาก ที่ยังสานต่อความร่วมมือและจะช่วยเราต่อไป

ข้อมูล/ภาพ : ประชาชาติธุรกิจ

ธุรกิจตื่นโลกร้อน ขอ BOI หนุนลงทุนยั่งยืน พุ่ง 1 หมื่นล้าน

สแกน “นอมินี” ปี’67 จับตา 4 ธุรกิจเสี่ยง 2.6 หมื่นราย