นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยจากกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ได้รับการตอบรับอย่างคึกคักตั้งแต่วันแรกของการเปิดลงทะเบียน โดยมีประชาชนสมัครเข้าร่วมแล้วกว่า 24 ล้านสิทธิ์ จากทั้งหมด 30 ล้านสิทธิ์ ขณะที่ฝั่งร้านค้าเข้าร่วมระบบแล้วประมาณ 9.7 แสนร้านค้า รัฐบาลเชื่อว่าโครงการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ กระตุ้นกำลังซื้อ และประคองเศรษฐกิจไทยท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง
รัฐบาลมั่นใจไทยช่วยไทยพลัสช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานราก
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ กล่าวว่า รัฐบาลออกแบบโครงการไทยช่วยไทยพลัสเพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันและต้นทุนพลังงานปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของประชาชนจำนวนมาก
ภายใต้โครงการดังกล่าว ประชาชนจะร่วมจ่ายค่าใช้จ่ายในสัดส่วน 40% ขณะที่รัฐบาลสนับสนุนอีก 60% เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระด้านการบริโภค พร้อมกับรักษาระดับกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจไม่ให้ชะลอตัวมากเกินไปในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน
รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลต้องการให้ร้านค้ารายเล็กและผู้ประกอบการชุมชนเข้าร่วมโครงการมากขึ้น เพื่อรองรับประชาชนที่คาดว่าจะลงทะเบียนครบ 30 ล้านสิทธิ์ ซึ่งจะช่วยกระจายเม็ดเงินลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง
ระบบดิจิทัลเสถียร รองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก
รัฐบาลประเมินว่า การตอบรับอย่างรวดเร็วของประชาชนสะท้อนให้เห็นถึงการออกแบบระบบที่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกในการลงทะเบียนและใช้งานโครงการ
นายเอกนิติกล่าวว่า ประชาชนจำนวนมากสามารถสมัครใช้งานได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” มาก่อน ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่ขั้นตอนก็สามารถเข้าร่วมไทยช่วยไทยพลัสได้ทันที
“สิ่งที่สะท้อนอย่างหนึ่งคือ โครงการนี้ออกแบบมาอย่างดี เราใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วย ทำให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิ์ได้ง่าย และมั่นใจได้ว่าเงินจะถึงมือประชาชนทุกบาททุกสตางค์” นายเอกนิติกล่าว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังกล่าวขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงการคลังและธนาคารกรุงไทย ที่ร่วมพัฒนาระบบให้สามารถรองรับผู้ใช้งานจำนวนมากได้อย่างมีเสถียรภาพ โดยระบุว่า ระบบสามารถรองรับการเข้าถึงได้สูงถึงประมาณ 7 แสนคนต่อวินาที โดยไม่มีปัญหาระบบล่มในวันแรกของการเปิดลงทะเบียน
ดันร้านค้ารายย่อยใช้ AI เพิ่มยอดขาย
อีกหนึ่งจุดสำคัญของโครงการไทยช่วยไทยพลัส คือการผลักดันให้ร้านค้ารายย่อยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลมากขึ้น ผ่านการใช้งาน AI ภายใต้ระบบที่เรียกว่า “นกกระซิบ” ซึ่งถูกพัฒนาเพื่อช่วยร้านค้าบริหารต้นทุนและวิเคราะห์การขายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
รัฐบาลเชื่อว่า การนำ AI เข้ามาช่วยบริหารจัดการร้านค้า จะช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กสามารถแข่งขันได้ดีขึ้นในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล และช่วยเพิ่มโอกาสในการขยายยอดขายในระยะยาว
นายเอกนิติกล่าวว่า ประสบการณ์จากโครงการคนละครึ่งพลัสที่ผ่านมา พบว่าร้านค้าที่เข้าร่วมสามารถเพิ่มยอดขายได้ประมาณ 100-200% ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลต้องการเชิญชวนร้านค้ารายย่อยเข้าร่วมโครงการไทยช่วยไทยพลัสเพิ่มเติมในระยะต่อไป
รัฐบาลหวังสร้างความร่วมมือฝ่าวิกฤตพลังงาน
รัฐบาลมองว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัสไม่ใช่เพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น แต่ยังเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ประชาชน และภาคธุรกิจ ในการช่วยกันประคับประคองเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นผลกระทบจากวิกฤตราคาพลังงานโลก
การใช้ระบบดิจิทัลและ AI ในโครงการ ยังสะท้อนแนวทางของรัฐบาลที่ต้องการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลควบคู่ไปกับนโยบายช่วยเหลือประชาชน โดยมุ่งเน้นให้เม็ดเงินหมุนเวียนเข้าสู่ร้านค้าขนาดเล็กและชุมชนในประเทศโดยตรง

