ก.พ. เห็นชอบ 5 มาตรการปราบทุจริตสอบเข้ารับราชการ

บอร์ด ก.พ. ไฟเขียว 5 มาตรการปราบทุจริตสอบราชการ ชี้ผิดร้ายแรงไล่ออกสถานเดียว

คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) มีมติเห็นชอบมาตรการเข้มข้นเพื่อยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในการสอบเข้ารับราชการ หลังเกิดกระแสสังคมกังวลต่อข่าวการทุจริตสอบในหลายหน่วยงาน โดย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธาน ก.พ. เปิดเผยผลการประชุมเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม 2569 ว่า ที่ประชุมเห็นชอบ 5 มาตรการสำคัญ ตั้งแต่การตัดสิทธิ์รับราชการ การขึ้นบัญชีดำ การเพิกถอนผลสอบ ไปจนถึงกำหนดโทษวินัยสูงสุดคือ “ไล่ออกจากราชการ” พร้อมเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา เพื่อสร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบราชการและฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชน

ก.พ. ชี้ทุจริตสอบกระทบความเชื่อมั่นระบบราชการ

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เปิดเผยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ภายหลังการประชุม ก.พ. ว่า แม้กรณีทุจริตสอบเข้ารับราชการที่เป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมา จะไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบโดยตรงของสำนักงาน ก.พ. แต่ส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของระบบราชการโดยรวมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุมจึงมอบหมายให้สำนักงาน ก.พ. ประสานงานกับหน่วยงานและองค์กรข้าราชการทั่วประเทศ เพื่อดำเนินมาตรการเชิงรุกในการสร้างความเชื่อมั่น พร้อมยกระดับมาตรฐานด้านคุณธรรมและความโปร่งใสในการคัดเลือกบุคลากรภาครัฐ

เปิด 5 มาตรการเข้ม ปราบโกงสอบเข้ารับราชการ

ที่ประชุม ก.พ. มีมติเห็นชอบมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตสอบเข้ารับราชการรวม 5 แนวทางสำคัญ เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา ได้แก่

  1. ตัดสิทธิ์เข้ารับราชการและขึ้นบัญชีดำ (Blacklist) ผู้ทุจริตสอบภาค ก. พร้อมเพิกถอนใบรับรองผลสอบ และหากได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการแล้ว ให้พ้นจากราชการทันที
  2. กำหนดโทษวินัยสูงสุดเป็น “ไล่ออกจากราชการ” สำหรับผู้กระทำผิดฐานทุจริตสอบ โดยถือเป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรง และสามารถสั่งพักราชการหรือให้ออกจากราชการไว้ก่อนระหว่างสอบสวนได้
  3. จัดทำฐานข้อมูลกลางของผู้ทุจริตจากทุกองค์กรบริหารงานบุคคล เพื่อให้ทุกหน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบประวัติผู้สมัครได้อย่างเป็นระบบ
  4. เพิ่มอำนาจให้เลขาธิการ ก.พ. สามารถเพิกถอนใบรับรองผลสอบภาค ก. ได้ในกรณีที่กฎหมายกำหนด ส่วนกรณีทุจริตสอบจะต้องเสนอให้ ก.พ. เป็นผู้พิจารณา
  5. จัดทำแผนปฏิบัติการ 3 ระยะ ร่วมกับหน่วยงานด้านการปราบปรามการทุจริต ได้แก่ ป.ป.ท. ป.ป.ช. ปปง. และองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน เพื่อยกระดับการป้องกันในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

วางแผน 5 ปี ยกระดับระบบสอบและออกกฎหมายใหม่

สำหรับแผนปฏิบัติการระยะสั้นภายใน 1 ปี จะเร่งออกหลักเกณฑ์กำหนดลักษณะต้องห้ามของผู้ทุจริตสอบ พร้อมบังคับใช้มาตรฐานโทษทางวินัยอย่างจริงจังทั่วทั้งระบบราชการ

ในระยะกลางภายใน 3 ปี ก.พ. มีเป้าหมายปรับการสอบภาค ก. เป็นระบบ e-Exam เต็มรูปแบบ พร้อมเปิดใช้งานฐานข้อมูลกลางตรวจสอบผู้ทุจริต ขณะที่ระยะยาวภายใน 5 ปี จะผลักดันกฎหมายอาญาเฉพาะสำหรับดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทั้งขบวนการ รวมถึงแก้ไขกฎหมายเพื่อเรียกคืนเงินเดือนและสิทธิประโยชน์จากผู้ที่ได้เข้ารับราชการโดยทุจริต

ขยายบทลงโทษครอบคลุมผู้ทุจริตและผู้ละทิ้งหน้าที่

นอกจากมาตรการเกี่ยวกับการสอบเข้ารับราชการแล้ว ก.พ. ยังเห็นชอบให้เสนอ ครม. กำหนดแนวปฏิบัติร่วมกันสำหรับหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง โดยไม่รับบรรจุหรือรับกลับเข้าราชการผู้ที่เคยทุจริตต่อหน้าที่ แม้จะได้รับการล้างมลทินแล้วก็ตาม

พร้อมกันนี้ ยังเสนอปรับปรุงมติคณะรัฐมนตรีให้การละทิ้งหน้าที่ราชการติดต่อกันเกิน 15 วัน โดยไม่มีเหตุอันสมควร เป็นความผิดวินัยอย่างร้ายแรงที่ต้องได้รับโทษไล่ออกจากราชการ เพื่อยกระดับมาตรฐานวินัยของเจ้าหน้าที่รัฐให้มีความเข้มงวดมากยิ่งขึ้น

เห็นชอบปรับกฎวินัยและหลักเกณฑ์แต่งตั้งปลัดกระทรวง

ที่ประชุมยังเห็นชอบร่างแก้ไขกฎ ก.พ. ว่าด้วยการดำเนินการทางวินัย เพื่อกำหนดกรอบระยะเวลาการดำเนินการในแต่ละขั้นตอนให้มีความชัดเจน รวมถึงเปิดทางให้สามารถสอบปากคำพยานหรือผู้ถูกกล่าวหาผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ในกรณีจำเป็น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการสอบสวน

นอกจากนี้ ยังเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งตำแหน่งปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่า โดยปรับให้สอดคล้องกับภารกิจและบริบทของระบบราชการในปัจจุบัน ก่อนเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาตามขั้นตอนต่อไป

ศาลอาญาพิพากษาจำคุกครูปรีชาและเจ๊บ้าบิ่นคนละ 6 เดือน ไม่รอลงอาญา

ศาลอาญาจำคุก ครูปรีชา-เจ๊บ้าบิ่น 6 เดือน ไม่รอลงอาญา คดีแจ้งความเท็จ