ดีเอสไอจ่อเรียกธรรมนัส–นฤมล ให้ปากคำพยาน ปมร่วมภาพ MOU คดีสแกนม่านตา

กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เตรียมเรียก ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เข้าให้ปากคำในฐานะพยาน ภายหลังปรากฏภาพร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมกับบริษัทเอกชนจากสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ซึ่งเชื่อมโยงกับคดีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ภายใต้โครงการ Worldcoin ที่อาจมีการเก็บข้อมูลชีวภาพของคนไทยกว่า 1.2 ล้านคน โดยดีเอสไออยู่ระหว่างขยายผลสอบสวนเพื่อหาความเกี่ยวข้องและฐานความผิดตามกฎหมาย

ดีเอสไอขยายผลคดีสแกนม่านตา เปิดปฏิบัติการค้น 5 จุด

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2569 ที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษ ถนนแจ้งวัฒนะ ร.ต.อ.สุรวุฒิ รังไสย์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยความคืบหน้าคดีธุรกิจสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ซึ่งดีเอสไอได้เปิดปฏิบัติการตรวจค้นพื้นที่เป้าหมายรวม 5 จุด ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร

พื้นที่ตรวจค้นประกอบด้วยสำนักงานบริษัทเอกชนหลายแห่งในเขตราชเทวี ปทุมวัน และบางกะปิ รวมถึงบ้านพักของกรรมการบริษัทแห่งหนึ่งในย่านพระราม 2 เพื่อรวบรวมพยานเอกสารและพยานวัตถุ สำหรับใช้ประกอบการสอบสวนในคดีพิเศษที่ 148/2568 ซึ่งเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

พบเครื่องสแกนม่านตา 4 ชุด เร่งตรวจเส้นทางข้อมูลชีวภาพ

ร.ต.อ.สุรวุฒิ ระบุว่า จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดพยานเอกสารได้บางส่วน และพบเครื่องสแกนม่านตาจำนวน 4 ชุด ที่สำนักงานบริษัทในซอยรามคำแหง 121 ซึ่งถือเป็นพยานสำคัญในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงของคดี

ดีเอสไอมุ่งตรวจสอบว่า ข้อมูลม่านตาของประชาชนชาวไทยกว่า 1.2 ล้านคน ถูกจัดเก็บไว้ที่ใด และมีการถ่ายโอนข้อมูลไปยังระบบหรือประเทศใดบ้าง เนื่องจากข้อมูลชีวภาพถือเป็นข้อมูลอ่อนไหวที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศในระยะยาว หากถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับความยินยอมหรือขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสม

ประสาน ก.ล.ต. พิจารณาความผิดสินทรัพย์ดิจิทัล

รองอธิบดีดีเอสไอเปิดเผยเพิ่มเติมว่า เมื่อวันที่ 7 มกราคมที่ผ่านมา ได้มีการหารือร่วมกับผู้แทนของ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ซึ่งเป็นหน่วยงานกำกับดูแลตาม พ.ร.ก.การประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 เพื่อพิจารณาว่าคดีดังกล่าวเข้าข่ายความผิดด้านธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลหรือไม่

เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการสแกนม่านตาโดยตรง ดีเอสไอจึงต้องใช้กฎหมายเทียบเคียง โดยเฉพาะเมื่อมีเหรียญดิจิทัลเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่ง ก.ล.ต. เองมองว่ากรณีนี้เป็นลักษณะคดีใหม่ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และต้องอาศัยการบูรณาการข้อมูลกับหลายหน่วยงาน รวมถึงตำรวจไซเบอร์

ตรวจโครงสร้างบริษัท เชื่อมโยงเอกชนสิงคโปร์

จากการสอบสวน ดีเอสไอพบว่า บริษัทที่เกี่ยวข้องมีผู้ก่อตั้งเดิมเป็นชาวสิงคโปร์ ก่อนจะมีการโอนหุ้นมาให้นาย อ. ซึ่งเป็นกรรมการบริษัทในประเทศไทย ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงโครงข่ายความเชื่อมโยงของกลุ่มธุรกิจดังกล่าว

แม้ผู้บริหารบางรายจะปฏิเสธว่าไม่มีการจัดเก็บข้อมูลม่านตา และอ้างว่ามีการลบข้อมูลไปแล้ว แต่ดีเอสไอระบุว่ายังไม่ปักใจเชื่อ และต้องอาศัยพยานหลักฐานด้านเอกสาร ระบบบัญชี และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อนำมาชั่งน้ำหนักกับคำให้การของผู้เกี่ยวข้อง

เตรียมเรียกธรรมนัส–นฤมล ให้ปากคำพยาน

ร.ต.อ.สุรวุฒิ เปิดเผยว่า จากกรณีที่ปรากฏภาพ ร.อ.ธรรมนัส พรมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในขณะนั้น และ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ผู้แทนการค้าไทยในขณะนั้น ร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนาม MOU เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ดีเอสไอมีความจำเป็นต้องเชิญทั้งสองคนเข้าให้ปากคำในฐานะพยาน

การสอบปากคำจะมุ่งเน้นไปที่บทบาทและความเกี่ยวข้องในเหตุการณ์วันดังกล่าว เพื่อประกอบการจัดทำไทม์ไลน์ของคดี และตรวจสอบว่าการลงนาม MOU มีความเชื่อมโยงกับการนำเข้าเครื่องสแกนม่านตาและการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยหรือไม่

เน้นคดีความมั่นคง ขอประชาชนที่เคยสแกนม่านตาให้ข้อมูล

รองอธิบดีดีเอสไอย้ำว่า คดีนี้ถูกจัดเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับข้อมูลชีวภาพซึ่งมีความอ่อนไหวสูง และอาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ดีเอสไอจึงเร่งกำหนดกรอบเวลาการสอบสวนในแต่ละสัปดาห์ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน ดีเอสไอขอความร่วมมือจากประชาชนที่เคยเข้าร่วมการสแกนม่านตาแลกเหรียญดิจิทัล ให้เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม เนื่องจากขณะนี้มีผู้มาให้ข้อมูลค่อนข้างน้อย ซึ่งข้อมูลจากประชาชนจะเป็นส่วนสำคัญในการคลี่คลายคดี และยืนยันข้อเท็จจริงในกระบวนการสอบสวนต่อไป

แรมโบ้อีสานหวนสนาม ขอเสียงชาวครบุรี ชูแก้ราคาพืชผล-เตือนซื้อเสียง

ศาลปกครองสูงสุดยกคำร้อง “บิ๊กโจ๊ก” ขอเพิกถอนคำสั่งให้ออกจากราชการ