นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานประชุมบูรณาการความร่วมมือภาครัฐและเอกชนเพื่อยกระดับการปราบปรามการทุจริต ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 โดยรัฐบาลตอบรับ 6 ข้อเสนอจากคณะทำงาน Zero Corruption ของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) พร้อมสั่งการให้ทุกหน่วยงานเร่งใช้เทคโนโลยี Big Data และ AI ตรวจจับพฤติกรรมทุจริตแบบเรียลไทม์ เดินหน้าระบบ Open Government และ Open Data เพื่อเพิ่มความโปร่งใสในการทำงานภาครัฐ และฟื้นความเชื่อมั่นจากประชาชนและภาคธุรกิจ
“อนุทิน” รับข้อเสนอเอกชน เดินหน้ารัฐบาลโปร่งใส
นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้หารือแนวทางยกระดับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม หลังรัฐบาลได้รับข้อเสนอจากเครือข่าย Zero Corruption ซึ่งประกอบด้วยภาคเอกชนและองค์กรเครือข่ายต่อต้านคอร์รัปชัน
รัฐบาลได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งนำข้อเสนอไปปรับใช้ในกระบวนการทำงาน โดยเฉพาะการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐและการเชื่อมโยงฐานข้อมูลเข้าสู่ระบบตรวจสอบ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามความผิดปกติและลดช่องว่างการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ
นายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณภาคเอกชนที่สะท้อนปัญหาคอร์รัปชันอย่างตรงไปตรงมา พร้อมยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การลงทุน และความเชื่อมั่นของประเทศในระยะยาว
เปิด 6 แนวทางแก้คอร์รัปชัน ดึง AI ตรวจจับผิดปกติ
ข้อเสนอจากภาคเอกชนที่รัฐบาลตอบรับมีทั้งหมด 6 ด้าน ครอบคลุมทั้งการปลูกฝังค่านิยมต่อต้านคอร์รัปชัน การวางระบบกำกับดูแลภายในองค์กรรัฐและรัฐวิสาหกิจ การบริหารความเสี่ยง รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้ประชาชนเข้าถึงและตรวจสอบได้
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือการนำเทคโนโลยี Big Data และ AI เข้ามาช่วยตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติในการดำเนินงานของภาครัฐแบบเรียลไทม์ ซึ่งถือเป็นแนวทางใหม่ในการป้องกันการทุจริตเชิงรุก โดยเฉพาะในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การอนุมัติใบอนุญาต และการบริหารงบประมาณ
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอเรื่องการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส เพื่อสร้างความมั่นใจให้ประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่เปิดเผยข้อมูลการทุจริตสามารถดำเนินการได้อย่างปลอดภัย ลดความกังวลเรื่องผลกระทบทางกฎหมายหรือหน้าที่การงาน
รัฐบาลเร่งดัน Open Government เชื่อมข้อมูลทุกหน่วยงาน
รัฐบาลเตรียมผลักดันกลไก “Open Government” หรือรัฐบาลเปิด เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลสาธารณะมากขึ้น ซึ่งแนวคิดดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรฐานธรรมาภิบาลสากลขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD
แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อลดปัญหาการทำงานแบบปิด ลดการใช้ดุลพินิจส่วนบุคคล และเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารราชการ โดยข้อมูลภาครัฐจะถูกนำมาใช้ทั้งในมิติการตรวจสอบ การวิเคราะห์เชิงนโยบาย และการประเมินประสิทธิภาพการทำงานของหน่วยงานต่าง ๆ
ภาครัฐยังมองว่าการเชื่อมโยงฐานข้อมูลกลางจะช่วยให้การติดตามเส้นทางการใช้งบประมาณและการดำเนินโครงการของรัฐมีประสิทธิภาพมากขึ้น ขณะเดียวกันยังช่วยลดขั้นตอนการให้บริการประชาชนผ่านระบบดิจิทัล
เอกชนชี้รัฐบาลตอบสนองเร็ว พร้อมร่วมสร้างกลไกตรวจสอบ
ภาคเอกชนที่เข้าร่วมประชุมแสดงความพอใจต่อท่าทีของรัฐบาล โดยระบุว่าการตอบสนองต่อข้อร้องเรียนและข้อเสนอเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเกินความคาดหมาย และสะท้อนถึงความจริงจังของรัฐบาลในการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน
ตัวแทนภาคธุรกิจยืนยันว่าจะร่วมมือกับภาครัฐในการสะท้อนปัญหาที่เกิดขึ้นจริงจากผู้ประกอบการ เพื่อนำไปสู่การพัฒนากลไกตรวจสอบที่มีกรอบเวลาและตัวชี้วัดชัดเจน รวมถึงผลักดันมาตรฐานความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในทุกระดับ
ความร่วมมือครั้งนี้ยังถูกมองว่าเป็นสัญญาณสำคัญต่อการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ โดยเฉพาะในช่วงที่ไทยพยายามยกระดับมาตรฐานธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการบริหารราชการให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
นายกฯ สั่ง 3 มาตรการด่วน ลดช่องโหว่ทุจริตภาครัฐ
ในช่วงท้ายของการประชุม นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้มอบนโยบายเร่งด่วนให้ทุกหน่วยงานดำเนินการ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ การตรวจสอบกระบวนการทำงานให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ การนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาลดขั้นตอนการให้บริการประชาชน และการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะเพื่อสร้างความเชื่อมั่น
รัฐบาลเชื่อว่าการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI จะช่วยปิดช่องโหว่การทุจริต ลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของภาครัฐในระยะยาว

