การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 มีมติ 308 ต่อ 126 เสียง ไม่อนุญาตให้ส่งตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ไปเข้ารับทราบข้อกล่าวหาและสอบสวนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ระหว่างสมัยประชุม ตามคำร้องที่อ้างอิงรัฐธรรมนูญมาตรา 125 โดยการอภิปรายในสภาแบ่งออกเป็นสองฝ่ายชัดเจน ระหว่างฝ่ายที่เห็นควรให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมทันที กับฝ่ายที่ยืนยันหลักการคุ้มครองการทำหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงเปิดประชุมสภา ขณะที่เจ้าตัวยืนยันพร้อมเข้าสู่กระบวนการหลังปิดสมัยประชุม
ดีเอสไอขอเรียกตัว “ชนนพัฒฐ์” รับทราบข้อกล่าวหา
การพิจารณาดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ มีหนังสือถึงสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตเรียกตัว นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ไปเข้ารับทราบข้อกล่าวหาและสอบสวนปากคำ ตามข้อสั่งการของอัยการสูงสุด
การประชุมมี นายโสภณ ซารัมย์ ทำหน้าที่ประธานการประชุม โดยสาระสำคัญอยู่ที่การตีความและการใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 125 ซึ่งกำหนดหลักคุ้มครองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากการถูกควบคุมตัวหรือดำเนินกระบวนการบางอย่างระหว่างสมัยประชุม เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากสภา
ประเด็นดังกล่าวจึงกลายเป็นการถกเถียงทั้งในเชิงกฎหมายและการเมือง โดยเฉพาะเรื่องสมดุลระหว่างการคุ้มครองฝ่ายนิติบัญญัติกับการเดินหน้ากระบวนการยุติธรรม
พรรคประชาชน-ประชาธิปัตย์ หนุนเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม
ฝ่ายที่สนับสนุนให้ส่งตัวนายชนนพัฒฐ์เข้าสู่กระบวนการสอบสวน ประกอบด้วย สส.จากพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ โดยมองว่าการยินยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมจะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ทางการเมือง
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า หากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสละเอกสิทธิ์คุ้มกันเพื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างบรรทัดฐานในระบอบประชาธิปไตย และยืนยันว่าหากในอนาคต สส.ของพรรคประชาชนเผชิญสถานการณ์ลักษณะเดียวกัน พรรคก็พร้อมยึดหลักการเดียวกัน
ด้าน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า คดีดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด และไม่ปรากฏข้อบ่งชี้เรื่องการกลั่นแกล้งทางการเมืองจากฝ่ายบริหาร พร้อมเห็นว่าการไม่อนุญาตอาจกระทบต่อภาพลักษณ์ของสภาและความเชื่อมั่นของสังคมต่อมาตรฐานจริยธรรมของฝ่ายนิติบัญญัติ
ภูมิใจไทย-ประชาชาติ ย้ำหลักคุ้มครอง สส.ตามรัฐธรรมนูญ
ในอีกด้านหนึ่ง พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาชาติ และพรรคเศรษฐกิจ เห็นว่าการคุ้มครองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงเปิดสมัยประชุมเป็นหลักการสำคัญตามรัฐธรรมนูญ และไม่ควรถูกตีความว่าเป็นการอยู่เหนือกฎหมาย
นางนันทนา สงฆ์ประชา สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย อภิปรายว่า รัฐธรรมนูญมาตรา 125 มีเป้าหมายเพื่อรักษาสมดุลของอำนาจรัฐ และคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ ไม่ใช่การยกเว้นความผิดหรือขัดขวางกระบวนการยุติธรรม
เธอระบุเพิ่มเติมว่า เหลือระยะเวลาอีกไม่นานก่อนปิดสมัยประชุมในเดือนกรกฎาคม ดังนั้น หากมีการเรียกตัว สส.ไประหว่างการประชุม อาจส่งผลกระทบต่อการทำหน้าที่ผู้แทนประชาชนและการทำงานของสภาโดยรวม
ขณะที่ นายซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ ระบุว่า แนวปฏิบัติของสภาที่ผ่านมา มักไม่อนุญาตให้ส่งตัว สส.ไปดำเนินการกับดีเอสไอในช่วงเปิดสมัยประชุม เพื่อรักษาหลักการคุ้มครองฝ่ายนิติบัญญัติ
พรรคเศรษฐกิจเตือนอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง
ด้าน นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ ระบุว่า การคงหลักคุ้มครอง สส.ไว้ในช่วงสมัยประชุม มีความสำคัญต่อการป้องกันไม่ให้กระบวนการทางกฎหมายถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในอนาคต
เขายกตัวอย่างว่า หาก สส.ฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลถูกดำเนินคดีระหว่างสมัยประชุม แล้วสภาเปิดทางให้ส่งตัวได้ง่าย อาจนำไปสู่การใช้กลไกทางกฎหมายกดดันฝ่ายตรวจสอบได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายยังเรียกร้องให้นายชนนพัฒฐ์แสดงสปิริตทางการเมือง ด้วยการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วยตนเองหลังปิดสมัยประชุม
“ชนนพัฒฐ์” ยืนยันพร้อมสู้คดีหลังปิดสมัยประชุม
ด้าน นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว สส.สงขลา พรรคกล้าธรรม ชี้แจงต่อที่ประชุมว่า พร้อมรับฟังทุกความเห็นและยืนยันว่าจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างแน่นอนหลังปิดสมัยประชุม
เขาระบุว่า ไม่สามารถหลีกเลี่ยงกระบวนการทางกฎหมายได้ และยังคงยึดหลักการของการเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามกรอบรัฐธรรมนูญ พร้อมขอบคุณสมาชิกที่อภิปรายทั้งฝ่ายสนับสนุนและคัดค้าน
ภายหลังการอภิปราย ที่ประชุมสภามีมติ 308 เสียง ไม่เห็นด้วยกับการส่งตัวนายชนนพัฒฐ์ให้ดีเอสไอดำเนินการระหว่างสมัยประชุม ขณะที่มีผู้เห็นด้วย 126 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง

