นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาชี้แจงกรณีที่พรรคฝ่ายค้านเรียกร้องให้ยกเลิกโครงการ TH-AI Passport โดยระบุว่า การตรวจสอบการใช้งบประมาณและการดำเนินงานของภาครัฐเป็นสิทธิและหน้าที่ตามระบอบประชาธิปไตย แต่การตัดสินหรือสรุปผลล่วงหน้าก่อนที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วน อาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ พร้อมย้ำว่าทุกฝ่ายควรยึดหลักข้อมูล ข้อเท็จจริง และกระบวนการตรวจสอบที่เป็นธรรม
ภราดรย้ำแยกให้ออกระหว่าง “การตรวจสอบ” กับ “การสั่งยกเลิกโครงการ”
นายภราดร ปริศนานันทกุล กล่าวว่า การตรวจสอบการใช้งบประมาณและการดำเนินโครงการของภาครัฐถือเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยสร้างความโปร่งใสและความคุ้มค่าในการใช้เงินภาษีของประชาชน ซึ่งฝ่ายค้านสามารถตั้งคำถามและขอให้มีการตรวจสอบได้ตามบทบาทหน้าที่
อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าการตรวจสอบควรตั้งอยู่บนข้อมูลที่ได้รับการพิสูจน์และกระบวนการที่เป็นธรรม ไม่ใช่การสรุปผลล่วงหน้าว่าโครงการมีปัญหาหรือควรถูกยกเลิก ทั้งที่ยังไม่มีข้อยุติจากหน่วยงานที่รับผิดชอบหรือองค์กรที่มีอำนาจตรวจสอบโดยตรง
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีระบุเพิ่มเติมว่า หากมีข้อกังวลเกี่ยวกับกฎหมาย ความคุ้มค่า หรือความปลอดภัยของข้อมูลในโครงการ TH-AI Passport ทุกประเด็นควรถูกเปิดเผยและตรวจสอบอย่างละเอียด เพื่อให้สังคมได้รับคำตอบที่ชัดเจนและน่าเชื่อถือ
ชี้ไทยกำลังแข่งขันด้าน AI การปิดกั้นตั้งแต่ต้นอาจกระทบอนาคตประเทศ
นายภราดรกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัล ขณะที่หลายประเทศทั่วโลกเร่งลงทุนด้านปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ทั้งในมิติของโครงสร้างพื้นฐาน เทคโนโลยี และการพัฒนาทักษะบุคลากร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
ในมุมมองของรัฐบาล การถกเถียงถึงความเหมาะสมของโครงการภาครัฐถือเป็นเรื่องปกติในสังคมประชาธิปไตย แต่ไม่ควรนำไปสู่การปิดกั้นความพยายามในการพัฒนาเทคโนโลยีตั้งแต่เริ่มต้น เพราะอาจส่งผลให้ประเทศสูญเสียโอกาสในการพัฒนาองค์ความรู้และศักยภาพด้านดิจิทัล
เขายังมองว่า การตั้งคำถามว่า “มี AI ฟรีอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องมีโครงการลักษณะนี้” อาจเป็นการพิจารณาเพียงมิติเดียว เนื่องจากประเด็นสำคัญคือการสร้างโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงเครื่องมือดิจิทัลที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานอย่างทั่วถึง
เตือนยกเลิกโครงการก่อนข้อยุติ อาจนำไปสู่ภาระค่าเสียหายในอนาคต
นายภราดรเปิดเผยว่า มีนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายแสดงความเห็นในทิศทางเดียวกันว่า หากภาครัฐตัดสินใจยกเลิกโครงการโดยที่ยังไม่มีข้อสรุปทางกฎหมายหรือข้อเท็จจริงที่ชัดเจน อาจก่อให้เกิดข้อพิพาททางสัญญาและความเสียหายที่รัฐต้องรับผิดชอบในอนาคต
เขาระบุว่า ภาระดังกล่าวอาจตกเป็นความรับผิดชอบของประชาชนในฐานะผู้เสียภาษี ดังนั้นทุกขั้นตอนควรดำเนินการอย่างรอบคอบและอยู่บนพื้นฐานของข้อมูลที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว
รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเสนอว่า แนวทางที่เหมาะสมที่สุดคือการเปิดให้มีการตรวจสอบอย่างเต็มรูปแบบ หากพบการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่หากพบว่าโครงการไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่คุ้มค่าก็ควรพิจารณาปรับปรุงหรือยุติตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ
ย้ำไม่มีฝ่ายใดควรตัดสินความจริงแทนกระบวนการตรวจสอบ
นายภราดรกล่าวทิ้งท้ายว่า การตรวจสอบถือเป็นหัวใจสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เพราะช่วยให้การใช้อำนาจรัฐอยู่ภายใต้การตรวจสอบของสังคม แต่การตัดสินล่วงหน้าโดยปราศจากข้อเท็จจริงที่ครบถ้วนไม่ใช่กระบวนการตรวจสอบที่ถูกต้อง
เขาย้ำว่า ฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ขณะที่รัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจงข้อมูลต่อสาธารณะ แต่ไม่มีฝ่ายใดควรมีอำนาจตัดสินความจริงแทนกลไกตรวจสอบของประเทศ เพราะการหาข้อสรุปที่ถูกต้องจำเป็นต้องอาศัยข้อมูล หลักฐาน และกระบวนการที่เป็นธรรม


