นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงกรณีพบ นายทักษิณ ชินวัตร และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในงานศพของนายเกรียง กัลป์ตินันท์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2569 โดยระบุว่าเป็นการพบกันในงานศพของบุคคลที่เคารพนับถือ จึงเป็นเรื่องปกติ พร้อมย้ำความสัมพันธ์ทางการเมืองไม่ควรนำเรื่องส่วนตัวมาเป็นอุปสรรค หากเป้าหมายร่วมกันคือการทำประโยชน์ให้ประชาชนและประเทศชาติ ขณะที่การพบปะกับบุคคลทางการเมืองสามารถเกิดขึ้นได้ตามสถานการณ์
อนุทินแจงพบ “ทักษิณ-แพทองธาร” ในงานศพ เป็นเรื่องปกติ
นายอนุทินกล่าวถึงบรรยากาศหลังเดินทางไปร่วมงานศพนายเกรียง กัลป์ตินันท์ ซึ่งมีนายทักษิณ น.ส.แพทองธาร และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมงานด้วย โดยยืนยันว่าการพบปะกันเป็นไปตามมารยาทและความเคารพต่อเจ้าภาพและผู้เสียชีวิต
นายกรัฐมนตรีระบุว่า การพบกันครั้งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นในบรรยากาศของการสังสรรค์หรือการพบปะเพื่อหารือทางการเมือง แต่เป็นการไปร่วมงานศพของบุคคลที่ทุกฝ่ายให้ความเคารพ การพูดคุยและแสดงความเคารพต่อกันจึงถือเป็นเรื่องปกติ

ย้ำรู้จักกันมานาน อยู่รัฐบาลเดียวกันพบกันได้
เมื่อถูกถามถึงโอกาสที่จะนัดพบกับนายทักษิณในโอกาสอื่น นายอนุทินกล่าวว่า ตั้งแต่รู้จักนายทักษิณ นายสมชาย และน.ส.แพทองธาร ก็มีโอกาสพบกันมาโดยตลอด จึงไม่ควรมองว่าการพูดคุยระหว่างกันเป็นเรื่องที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้
นายอนุทินยังชี้ว่า เมื่อปัจจุบันอยู่ในรัฐบาลเดียวกัน การพบปะหรือพูดคุยกันยิ่งไม่ใช่เรื่องผิดปกติ หากมีเหตุหรือโอกาสที่เหมาะสมก็สามารถพบกันได้ โดยควรพิจารณาจากเป้าหมายและประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศเป็นสำคัญ
“มิตรหรือศัตรู” ไม่สำคัญเท่าประโยชน์ประชาชน
สำหรับคำถามเกี่ยวกับแนวคิดทางการเมืองที่ว่า “ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร” นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะมิตรหรือศัตรูทางการเมือง หากสามารถมีเป้าหมายร่วมกันในเรื่องประชาชนและประเทศชาติได้ ก็ควรให้ความสำคัญกับเป้าหมายดังกล่าวก่อน
นายกรัฐมนตรีเน้นว่า เรื่องส่วนตัวควรถูกวางไว้เบื้องหลัง ขณะที่ผลประโยชน์ของประเทศและประชาชนต้องเป็นเป้าหมายหลัก โดยเฉพาะการทำให้ประเทศเกิดความเข้มแข็งและมีความเจริญก้าวหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ฝ่ายการเมืองควรผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
อนุทินย้อนถามปมดึงพรรคอื่นร่วมรัฐบาล
ส่วนกรณีถูกถามถึงความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลที่มีความเหนียวแน่น และจะไม่มีความจำเป็นต้องดึงพรรคการเมืองอื่นเข้ามาร่วมรัฐบาลเพิ่มเติมหรือไม่นั้น นายอนุทินตอบกลับสั้น ๆ ว่า “มันเคยมีเรื่องนี้หรือเปล่า”
ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่านายกรัฐมนตรีไม่ได้ต้องการขยายประเด็นเรื่องการปรับเปลี่ยนหรือเพิ่มพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนี้ โดยยังให้ความสำคัญกับการทำงานภายใต้รัฐบาลชุดปัจจุบันและเป้าหมายด้านประโยชน์ของประชาชน

