เกิดเหตุอุทกภัยและน้ำป่าฉับพลันครั้งรุนแรงบริเวณชายแดนเนปาล–จีน เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 160 ราย และยังมีผู้สูญหายหลายร้อยคน โดยเฉพาะประชาชน นักท่องเที่ยวต่างชาติ คนงาน และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ ขณะที่กระแสน้ำเชี่ยวกรากพัดทำลายบ้านเรือน ถนน และสะพานจำนวนมาก ทางการเนปาลเร่งค้นหาและกู้ภัย พร้อมประสานจีน อินเดีย และประเทศต่าง ๆ เพื่อติดตามพลเมืองของตน ท่ามกลางข้อสันนิษฐานว่าอาจเกี่ยวข้องกับการถล่มของธารน้ำแข็งและมวลน้ำในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย
น้ำป่าถล่มชายแดนเนปาล–จีน เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 160 ราย
เหตุน้ำป่าฉับพลันเกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนระหว่างเนปาลกับเขตปกครองตนเองทิเบตของจีน โดยพื้นที่ได้รับผลกระทบอย่างหนักอยู่ในเขตนูวาโกตและราซูวาของเนปาล ซึ่งอยู่ใกล้แนวชายแดนจีน กระแสน้ำปริมาณมหาศาลไหลทะลักผ่านหุบเขาอย่างรวดเร็ว จนกวาดบ้านเรือน ถนน รถยนต์ และสิ่งปลูกสร้างเสียหายเป็นวงกว้าง
ข้อมูลจากตำรวจเนปาลระบุว่า พบผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 157 ราย ขณะที่สถานีโทรทัศน์ CCTV ของจีนรายงานว่า ในเขตจี๋หลง หรือ Gyirong County ของทิเบต ซึ่งอยู่ใกล้ชายแดนเนปาล มีผู้เสียชีวิตอีกอย่างน้อย 3 ราย และสูญหาย 265 คน ทำให้ยอดผู้เสียชีวิตที่มีรายงานจากทั้งสองฝั่งอยู่ที่อย่างน้อย 160 ราย

ชาวต่างชาติสูญหายจำนวนมาก เร่งประสานค้นหา
ทางการเนปาลรายงานว่ามีผู้สูญหายในพื้นที่รวม 403 คน โดยเป็นชาวต่างชาติถึง 341 คน หลายรายเป็นนักแสวงบุญและนักท่องเที่ยวที่เดินทางไปยังเขาไกรลาส หรือ Mount Kailash ในทิเบต ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญของศาสนาฮินดู
กลุ่มผู้สูญหายประกอบด้วยชาวอินเดีย 133 คน สหรัฐฯ 47 คน ออสเตรเลีย 34 คน อังกฤษ 33 คน และแคนาดา 24 คน นอกจากนี้ยังมีชาวเนปาลอย่างน้อย 62 คนสูญหายในบริเวณทะเลสาบ Gosaikunda เขต Rasuwa ซึ่งช่วงเกิดเหตุมีประชาชนเดินทางเข้าพื้นที่เป็นจำนวนมาก เนื่องในเทศกาล Janai Purnima
ด้านตำรวจเนปาลระบุว่า เจ้าหน้าที่อย่างน้อย 28 นายยังสูญหาย ขณะที่ทางการออกประกาศเตือนประชาชนในหลายพื้นที่ให้หลีกเลี่ยงแม่น้ำ Trishuli, Bhotekoshi และ Narayani เนื่องจากระดับน้ำยังอยู่ในระดับอันตราย และมีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำหลากเพิ่มเติม
สะพานพังอย่างน้อย 19 แห่ง ถนนเสียหายเกือบ 40 กิโลเมตร
ความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐานขยายเป็นวงกว้าง โดยมีรายงานว่าสะพานอย่างน้อย 19 แห่งถูกกระแสน้ำพัดพัง ขณะที่ถนนได้รับความเสียหายเกือบ 40 กิโลเมตร หลายหมู่บ้านตามแนวแม่น้ำ Bhotekoshi ได้รับผลกระทบ รวมถึงโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในพื้นที่
ภาพจากโดรนที่เผยแพร่หลังเกิดเหตุแสดงให้เห็นถนนหลายสายถูกตัดขาด อาคารถูกโคลนและเศษซากทับถม รถยนต์จำนวนหนึ่งจมอยู่ใต้ดินโคลน และมีเศษวัสดุติดค้างตามต้นไม้และสายไฟ สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของกระแสน้ำที่ไหลลงจากพื้นที่สูงอย่างฉับพลัน
รัฐบาลเนปาลได้ร้องขอความช่วยเหลือด้านการค้นหาและกู้ภัยจากจีนและอินเดีย ขณะเดียวกันรัฐบาลหลายประเทศเร่งตรวจสอบและประสานงานเพื่อค้นหาพลเมืองของตนเองที่อาจอยู่ในพื้นที่ประสบภัย โดยเกาหลีใต้รายงานว่ามีพลเมือง 9 คน ซึ่งทำงานในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำในเนปาลอยู่ในกลุ่มผู้สูญหาย
มาเลเซียอยู่ระหว่างตรวจสอบรายงานว่าพลเมือง 11 คนขาดการติดต่อ ขณะที่สถานทูตรัสเซียในเนปาลระบุว่ามีชาวรัสเซีย 4 คนสูญหายในพื้นที่ ส่วนอินเดียประกาศพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่เนปาล และหน่วยงานของสหประชาชาติเตรียมสนับสนุนการช่วยเหลือ เนื่องจากคาดว่าความต้องการด้านมนุษยธรรมจะเพิ่มขึ้นอย่างมาก
ผู้เชี่ยวชาญจับตาธารน้ำแข็งละลาย กระทบหิมาลัย
สาเหตุของภัยพิบัติยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบ แต่ผู้เชี่ยวชาญจาก ศูนย์ระหว่างประเทศเพื่อการพัฒนาพื้นที่ภูเขาแบบบูรณาการ (ICIMOD) ในกรุงกาฐมาณฑุ ประเมินเบื้องต้นว่า เหตุการณ์อาจเกี่ยวข้องกับการถล่มของมวลน้ำแข็งและหินจากธารน้ำแข็ง ซึ่งอาจปิดกั้นเส้นทางน้ำ ก่อนที่แนวกั้นดังกล่าวจะแตกออกและปล่อยมวลน้ำจำนวนมหาศาลลงสู่พื้นที่ด้านล่างอย่างรวดเร็ว
ข้อมูลด้านอุทกวิทยาระบุว่า ระดับน้ำในแม่น้ำ Trishuli บางจุดเพิ่มสูงขึ้นถึงประมาณ 9 เมตรภายในเวลาเพียง 30 นาที ขณะที่แม่น้ำ Lhende Khola ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำ Bhotekoshi เป็นหนึ่งในพื้นที่ที่เผชิญน้ำหลากรุนแรง และเคยเกิดเหตุในลักษณะใกล้เคียงกันมาแล้วถึง 2 ครั้งภายในช่วง 14 เดือนที่ผ่านมา
เมื่อเดือนสิงหาคม 2568 พื้นที่ดังกล่าวเคยเกิดน้ำท่วมฉับพลัน หลังทะเลสาบธารน้ำแข็งในทิเบตเอ่อล้นท่ามกลางอุณหภูมิที่สูงขึ้น เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มีผู้เสียชีวิต 9 ราย และสร้างความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ รวมถึงสะพานที่เชื่อมต่อระหว่างเนปาลกับจีน
พื้นที่เทือกเขาหิมาลัยเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีความเปราะบางต่อฝนตกหนัก น้ำท่วม ดินถล่ม และการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็ง โดยนักวิจัยพบว่าอัตราการสูญเสียน้ำแข็งในภูมิภาค Hindu Kush Himalaya เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเร่งตัวขึ้นอย่างชัดเจนนับตั้งแต่ปี 2000 ท่ามกลางอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกที่สูงขึ้น
ปฏิบัติการค้นหาและกู้ภัยในพื้นที่ชายแดนเนปาล–จีนยังคงดำเนินต่อไป ขณะที่ทางการอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายเพิ่มเติม ทำให้ตัวเลขความสูญเสียอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามความคืบหน้าของภารกิจ โดยสามารถติดตามข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานทางการของเนปาล จีน และสถานทูตประเทศต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาพลเมืองของตนในพื้นที่ประสบภัย


