เมื่อบารัก โอบามา อดีตประธานาธิบดีสหรัฐขึ้นกล่าวสุนทรพจน์บนเวทีประชุมใหญ่พรรคเดโมแครต กล่าวเตือนจะมีการแข่งขันที่ผลแพ้ -ชนะสูสี ชนิดหายใจรดต้นคอ (tight race) อย่างยิ่งใน 7 รัฐสมรภูมิ (Swing state) ถือได้ว่าเป็นด่านอรหันต์ ได้แก่ มิชิแกน เพนซิลเวเนีย วิสคอนซิน จอร์เจีย นอร์ทแคโรไลนา เนวาดา และแอริโซนา
ถือเป็นสิ่งที่ท้าทายกมลา แฮร์ริส ตัวแทนพรรคโดแครต แต่เปิดทางสำหรับโดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกัน ขณะที่เศรษฐกิจไม่ใช่ปัญหาอันดับหนึ่งในรัฐอื่นๆ แต่เศรษฐกิจคือประเด็นสำคัญอันดับหนึ่งของรัฐสวิงสเตต รัฐที่ชี้ชะตาผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐที่จะมีขึ้นในวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้
บลูกเบิร์กรายงานว่า ในรัฐอุตสาหกรรมที่เรียกว่า กำแพงสีน้ำเงินหรือ Blue Wall ได้แก่ มิชิแกน เพนซิลเวเนีย และวิสคอนซิน ถือได้ว่า มีเดิมพันทางการเมืองสูงที่สุดในขณะนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจรวมกันตั้งแต่ปี 2019 จนถึงสิ้นปี 2023 คิดเป็น 1 ใน 3 ของการเติบโตทุกรัฐ นอกเหนือจากสวิงสเตต เมื่อปรับตามอัตราเงินเฟ้อและการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากรแล้ว และในรัฐแอริโซนา ซึ่งมีการเติบโตของจีดีพีต่อหัวที่แท้จริงแข็งแกร่ง อัตราเงินเฟ้อและราคาที่อยู่อาศัยที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบต่องบใช้จ่ายครัวเรือนอย่างหนัก เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในรัฐเนวาดาและนอร์ทแคโรไลนา จอร์เจียได้รับประโยชน์จากการลงทุนใหม่ในโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า แต่การเติบโตยังลดลงเนื่องจากมีผู้อยู่อาศัยใหม่เข้ามาในรัฐเหล่านี้เพิ่มขึ้น
เมื่อพิจารณาข้อมูลระดับชาติ อาจชี้ให้เห็นถึงเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แข็งแรง แต่การรับรู้ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับเรื่องนี้กลับเทน้ำหนักไปอย่างมากที่เงื่อนไขแวดล้อมในพื้นที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่ สมรภูมิเลือกตั้งเกือบทั้งหมดมีการเติบโตของมูลค่าต่อหัวต่อปีที่ช้าลง ตั้งแต่ปี 2019 เมื่อเทียบกับสองปีก่อนหน้า เมื่อครั้งที่โดนัลด์ ทรัมป์ ตัวแทนพรรครีพับลิกันเป็นประธานาธิบดี
มองละเอียดยังหน่วยการปกครองย่อยในระดับเขต (county) กล่าวคือ เขตชิงชัยบางเขตที่จะตัดสินการเลือกตั้งนั้น เป็นหนึ่งในเขตที่ฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำจากการระบาดช้าที่สุด
ซีเอ็นเอ็นรายงานว่า ความสำคัญของเขตเหล่านี้ในสวิงสเตต ยังสะท้อนผ่านกลยุทธ์ในการเลือกคู่หู หรือผู้สมัครตำแหน่งรองประธานาธฺบดี ทรัมป์เลือกเจ.ดี. แวนซ์ สว.โอไฮโอ คู่หูที่ดึงดูดผู้คนในพื้นที่เหล่านั้น ฝั่งแฮร์ริสเองก็หวังผลลัพธ์ที่คล้ายกัน ด้วยการเลือกทิม วอลซ์ ผู้ว่าการรัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นคนบ้านๆ ที่แฮร์ริสใช้อธิบายถึงตัวตนของรันนิงเมต ในการแนะนำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้รู้จักระหว่างการเดินสายหาเสียงในหลายรัฐสะวิงสเตตในสัปดาห์นี้ แม้ว่าแฮร์ริสจะต้องปกป้องคำมั่นสัญญาระยะยาวเรื่องงานและภาคการผลิตของไบเดน แต่ทรัมป์กลับขายความทรงจำของเศรษฐกิจก่อนเกิดโรคระบาด
ยกตัวอย่าง ในเขตอีรี (Erie) รัฐเพนซิลเวเนีย เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งหลายคนรู้สึกว่าเศรษฐกิจหยุดนิ่ง หรือแย่กว่านั้น เมื่อสิ้นปี 2022 จีดีพีต่อหัวที่ปรับตามอัตราเงินเฟ้อแล้วนั้น ลดลง 3.2% เมื่อเทียบกับปี 2019 ทำให้การฟื้นตัวจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยจากการระบาดใหญ่ช้ากว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ ไบเดนชนะการเลือกตั้งในเขตนี้ด้วยคะแนนเสียงเพียง 1,400 คะแนนในปี 2020 ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำของเขตอีรีไม่ใช่เรื่องแปลกในเพนซิลเวเนีย ในรัฐนั้น ประชากร 40% อาศัยอยู่ในเขตที่ไม่สามารถฟื้นตัวกลับมามีขนาดจีดีพีได้เท่าก่อนเกิดโรคระบาดได้ภายในสิ้นปี 2022 และในระดับประเทศ สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นกับประชาชนเพียงหนึ่งในห้าเท่านั้น
ในเพนซิลเวเนียและรัฐสำคัญอื่นๆ พื้นที่ซบเซาหลายแห่งดังกล่าวเป็นพื้นที่ของทรัมป์ ข้อมูลดังกล่าวจึงบ่งชี้ว่าไม่ใช่แค่ความขัดแย้งทางการเมืองเท่านั้นที่ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีทัศนคติเชิงลบต่อเศรษฐกิจภายใต้การบริหารของไบเดน แต่เป็นประสบการณ์ของผู้มีสิทธิเองต่างหาก
เขตวาโช (Washoe County) ในรัฐเนวาดา กลายเป็นแหล่งดึงดูดงานอุตสาหกรรมในศตวรรษที่ 21 รัฐบาลบเดนพยายามอย่างหนักเพื่อสร้างและรักษาไว้ซึ่งสถานะแม่เหล็กดึงดูดการสร้างงานในสหรัฐฯ โดยดึงดูดผู้อยู่อาศัยใหม่มากกว่า 76,000 คนตั้งแต่ปี 2010 เนื่องจากพื้นที่เมืองรีโน (Reno) เปลี่ยนจากศูนย์กลางคาสิโนไปเป็นศูนย์โลจิสติกส์และการผลิตขั้นสูงระดับภูมิภาค ซึ่งเป็นที่ตั้งของตึก อาคารสำคัญของบริษัทต่างๆ เช่น บริษัทเทสลา (Tesla Inc.) และวอลมาร์ต ( Walmart Inc.)
แต่การเติบโตที่ก้าวกระโดดนี้ส่งผลกระทบที่ชาวเมืองไม่พึงประสงค์ ไม่ว่าจะเป็น การหลั่งไหลเข้ามาของแรงงานที่มีค่าจ้างดี คือแรงกดดันตลาดที่อยู่อาศัยในพื้นที่ท้องถิ่นอย่างหนัก ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากไม่มีทางเลือกในการเป็นเจ้าของบ้านและต้องเผชิญกับค่าเช่าที่พุ่งสูงขึ้น ยกตัวอย่าง ชาวแคลิฟอร์เนียรุ่นใหม่ที่ย้ายเข้ามาทำงานที่เทสลา และบริษัทอุตสาหกรรมชั้นนำแห่งใหม่ในพื้นที่ทำให้ค่าเช่าพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้แต่คนที่ทำงานคลังสินค้าซึ่งมีรายได้ 20–25 ดอลลาร์ต่อชั่วโมง (ราว 650-850 บาท) ก็ยังต้องดิ้นรนเพื่อให้มีเงินเพียงพอที่จะซื้อสิ่งของจำเป็น
เงินเฟ้อมีส่วนทำให้เกิดปัญหานี้ ตามการศึกษาของบลูมเบิร์ก อีโคโนมิกส์ ( Bloomberg Economics) โดยใช้เครื่องมือที่คิดขึ้นเอง วัดผลกระทบสะสมที่เกิดจากราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นระบุว่า จอร์เจียเป็นหนึ่งในห้า รัฐสวิงสเตตที่มีอัตราเงินเฟ้อสูงที่สุด ซึ่งผู้อยู่อาศัยประสบภาวะเงินเฟ้อที่แย่กว่า ทั้งประเทศโดยรวม ตามดัชนี Misery 2.0 ที่แปลว่า ความทุกข์ยาก เป็นดัชนีวัดที่นักเศรษฐศาสตร์ใช้มานานหลายทศวรรษเพื่อติดตามความทุกข์ของผู้บริโภค
จากข้อมูลของรอยเตอร์ ทั้ง 7 รัฐสวิงสเตตมีประชากรรวมกัน 69 ล้านคน จีดีพีรวมกันในปี 2023 มูลค่า 4.4 ล้านล้านดอลล่าร์สหรัฐหรือราว 150 ล้านล้านบาท
อ่านข่าวต้นฉบับ: รู้จัก Swing state มี 7 รัฐ ห่วงปัญหาเศรษฐกิจ อันดับหนึ่ง