ถึงเวลานี้ หน้าตา “ครม.อิ๊งค์ 1” ต้องบอกว่าสะเด็ดน้ำแล้ว โดยการแบ่งโควตาส่วนใหญ่ จะเป็นไปตามเดิมต่อเนื่องจากรัฐบาล “เศรษฐา” จะมีจุดที่เปลี่ยนแปลงแค่การดึง “พรรคประชาธิปัตย์” เข้ามาเสียบแทน “พรรคพลังประชารัฐ” ซึ่งไม่มีผลกระทบในเชิงบริหาร “นโยบายเศรษฐกิจ” แต่อย่างใด เนื่องจากกระทรวงหลัก ๆ ทางด้านเศรษฐกิจ “เพื่อไทย” ยังคุมเหมือนเดิม แถมบางกระทรวง “รัฐมนตรี” ก็เป็นหน้าเดิม ไม่ได้เปลี่ยนแปลง
คลังเก้าอี้แน่นลุยนโยบายเรือธง
กระทรวงหลักอย่าง “กระทรวงการคลัง” ชัดเจนว่า 3 รัฐมนตรีเพื่อไทยยังเหนียวแน่น เพราะมีภารกิจที่ต้องผลักดันนโยบายเรือธงของพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะ “พิชัย ชุณหวชิร” กับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีบทบาทที่ต้องผลักดันเดินหน้านโยบายสำคัญต่อไป โดยเฉพาะโครงการ “ดิจิทัลวอลเลต” รวมถึงการแก้ปัญหาหนี้สินประชาชน ซึ่งถือว่าเป็น “วาระแห่งชาติ” และเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสำคัญ
อย่างไรก็ดี รอบนี้ “พิชัย” อาจจะไม่ได้ควบตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี เพราะมีสัญญาณว่า “นายกฯอิ๊งค์” น่าจะเป็น “หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ” เอง
ขณะที่ “จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง มีภารกิจสำคัญคือ การผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเลต รวมถึงเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์
เช่นเดียวกับ “เผ่าภูมิ โรจนสกุล” รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ของพรรคเพื่อไทยอีกราย รับผิดชอบ “Ignite Finance” ที่ตั้งเป้าพลิกโฉมประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางการเงินระดับโลก”
คมนาคมรถไฟฟ้า 20 บาท
กระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีก็ยังหน้าเดิมเช่นเดียวกัน ทั้ง “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และรัฐมนตรีช่วย 2 คน คือ “มนพร เจริญศรี” และ “สุรพงษ์ ปิยะโชติ” ยังต้องเดินหน้าโครงการสำคัญ ๆ ต่อเนื่องจากรัฐบาล “เศรษฐา” เช่น โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ (แลนด์บริดจ์) การผลักดันนโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย และเดินหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูง (ไฮสปีดเทรน) ช่วงกรุงเทพฯ-นครราชสีมา-หนองคาย ให้ลุล่วง
“สุริยะ” ยืนยันชัดเจนว่า จะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์อย่างเต็มที่ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่
ส่วนนโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย “สุริยะ” วางแผนว่า จะซื้อสัมปทานตามระยะเวลาที่ยังเหลืออยู่จากเอกชน โดยจะให้ราคาที่เป็นธรรม ส่วนสัญญาที่มีจะเปลี่ยนรูปแบบไปเป็นจ้างเอกชนเดินรถแทน และภาครัฐจัดเก็บรายได้ทั้งหมด และชดเชยค่าตอบแทนให้บริษัทเอกชนตามค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินงาน (Full Operating Cost) แบบคงที่ (Fixed Payments) แทน
ดึง “พิชัย” คุมพาณิชย์
กระทรวงพาณิชย์ คาดว่าจะเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีว่าการ จาก “ภูมิธรรม เวชยชัย” เป็น “พิชัย นริพทะพันธุ์” ซึ่งกรอกประวัติเรียบร้อยแล้ว โดยมีภารกิจสำคัญที่ต้องเข้ามารับไม้ต่อ อาทิ การลงทะเบียนร้านค้าในโครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเลต การดูแลราคาสินค้า เป็นต้น
วาระเร่งด่วนนอกจากดูแลราคาสินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของประชาชนในช่วงน้ำท่วม ไม่ให้มีการฉวยโอกาสขึ้นราคา ยังต้องติดตามการแก้ปัญหาการนำเข้า และจัดจำหน่ายสินค้าไม่ได้มาตรฐานและราคาต่ำจากต่างประเทศ รวมถึงการเปิดตลาดส่งออกใหม่ ๆ ให้กับสินค้าไทย
ส่วนกระทรวงพลังงาน ก็ยังคงเป็นโควตาของ “พรรครวมไทยสร้างชาติ” ขณะที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก็ยังเป็นโควตาของกลุ่ม “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” รวมถึงโควตาในส่วนของ “พรรคภูมิใจไทย” ก็ไม่เปลี่ยนแปลง
“โควตาเดิม” นโยบายไม่สะดุด
การที่ ครม.ชุดใหม่หน้าตาไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมากนัก “ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มองว่า จาก “Vision Thailand” ของนายทักษิณ ชินวัตร จะเห็นว่ามีหลายเรื่อง และทิศทางนโยบายดูมีความชัดเจนมากขึ้น
สอดคล้องกับ “ดร.อมรเทพ จาวะลา” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ที่สะท้อนว่า “Vision Thailand” น่าจะเป็นแนวนโยบายที่รัฐบาลชุดใหม่จะดำเนินการต่อไป ซึ่งหลาย ๆ เรื่องมองเห็นความชัดเจนมากขึ้น แต่ก็เป็นเรื่องที่ต้องติดตามกันต่อไปว่าจะทำออกมาได้แค่ไหน
จับตาสานต่อนโยบายหลัก
“ต้องติดตาม ทั้งดิจิทัลวอลเลต เอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ ทั้งแลนด์บริดจ์ ว่าจะเดินหน้าไปอย่างไร แต่อยากฝากในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะเห็นว่าพูดถึงรถไฟไทย-จีนกันเยอะ แต่อยากให้ทำรถไฟทางคู่เชื่อมระหว่างจังหวัดให้มากขึ้น เพื่อกระจายการเติบโตทางด้านเศรษฐกิจไปภูมิภาค”
“ดร.อมรเทพ” กล่าวอีกว่า ส่วนแนวคิดการลดเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ของธนาคารพาณิชย์นั้น ซึ่งหากดำเนินการต่อ ก็จะเป็นหน้าที่ของกระทรวงการคลัง ในการหารือกับ ธปท. เพื่อลดการจัดเก็บ ก็จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้กับประชาชนได้ โดยไม่กระทบกับดอกเบี้ยนโยบาย
FIDF ถ้าจัดเก็บลดลง ก็สามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือลดภาระของประชาชนได้ ในอดีตก็เคยมีการลดชั่วคราว ซึ่งไม่มีผลกระทบมากนัก
ส่วนกระทรวงพาณิชย์ อยากฝากให้เร่งผลักดันการเจรจาข้อตกลงการค้าระหว่างประเทศ (FTA) มากขึ้น
ทั้งหมดนี้คงต้องติดตามการแถลงนโยบายรัฐบาล ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 16 กันยายนนี้ และติดตามการผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ที่น่าจะเห็นความชัดเจนในหลาย ๆ เรื่องมากยิ่งขึ้น


